วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

การกระโดดเชือกเพื่อสุขภาพ อย่างถูกวิธี

เชื่อว่าหลายคนในที่นี้ คงเคยได้ยินวาทะกรรมที่กล่าวถึงการกระโดดเชือกในแง่ลบที่ว่า กระโดดมาก ๆ อาจทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็ว  จากแรงกระแทกที่สูงในขณะที่กระโดด

แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว หากเรากระโดดเชือกด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง  ซึ่งศึกษาและวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์การกีฬาในยุคปัจจุบัน  แรงกระแทกที่เกิดขึ้นขณะกระโดด ถือว่าน้อยมาก  ระดับที่เรียกได้ว่า การกระโดดเชือกนับเป็นการออกกำลังกาย ที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกต่ำ (low impact exercise) เลยทีเดียว...

ทั้งนี้ เป็นเพราะการกระโดดเชือกที่ถูกวิธีนั้น จะเป็นการกระโดดข้ามเชือก แค่ต่ำ ๆ สูงไม่เกิน 1-2 นิ้ว จากพื้น (คือแค่ให้ข้ามเชือก ไม่ต้องกระโดดสูงเกินความจำเป็น)  รวมถึงการวางท่าทางขณะกระโดด จะต้องเปิดส้นเท้า ใช้ปลายเท้ารับน้ำหนักตัว และงอเข่าด้วยเล็กน้อยเสมอ

ด้วยท่าทางดังกล่าว เราจึงเสมือนกระโดดข้ามเชือกต่ำ ๆ ขึ้นลงอย่างนุ่มนวล โดยมีข้อเข่าและข้อเท้าเปรียบเสมือนสปริงโช้คอัพในรถยนต์ คอยรับแรงกระแทกอยู่ตลอดเวลา

เทคนิคอีกประการคือการแกว่งเชือก  ท่ากระโดดที่ถูกต้อง ข้อศอกจะต้องแนบลำตัว และใช้เฉพาะข้อมือเท่านั้นในการหมุนให้เชือกแกว่งเป็นวงกลม  โดยไม่ต้องกางแขนออกและใช้ท่อนแขนหรือหัวไหล่ช่วยหมุนเลย ซึ่งจะช่วยให้เชือกหมุนด้วยความราบเรียบต่อเนื่อง และสามารถควบคุมความเร็วในการหมุนเชือกให้สูง ได้ตามที่ต้องการ

ซึ่งท่าการกระโดดเชือกด้วยเทคนิคยุคปัจจุบันดังที่ว่านี้  จะแตกต่างจากท่ากระโดดเชือกที่เรากระโดดเล่นกันในตอนเด็ก ๆ อยู่มาก กล่าวคือ ในท่ากระโดดที่ผิด เรามักจะกระโดดสูง ๆ เพราะกลัวเชือกจะติดเท้า บางทีก็สะบัดปลายเท้าไปด้านหลังด้วย  การแกว่งหมุนเชือกก็มักกางแขนออกกว้าง ๆ แล้วใช้แขน หรือหัวไหล่ หมุนเชือก

ซึ่งท่ากระโดดแบบโบราณนี่แหละ ที่จะสร้างแรงกระแทกสูง โอกาสข้อเข่าเสื่อมหรือพัง อาจมีสูงดังที่ใคร ๆ พูดกันจริง ๆ

อีกประเด็นหนึ่งที่ห้ามลืมคือ ขณะกระโดดเชือก ต้องสวมรองเท้ากีฬาด้วยเสมอ เพื่อช่วยซับแรงกระแทก ไม่ควรกระโดดด้วยเท้าเปล่า หรือ รองเท้าแตะ อย่างเด็ดขาด

เคล็ดลับสำคัญอีกประการหนึ่ง คือการเลือกซื้อเชือกมากระโดด  เชือกที่ยาวเหมาะสม ที่ช่วยให้ฝึกกระโดดได้ง่าย เชือกไม่สะดุดบ่อยวัดได้โดย ยืนเหยียบกึ่งกลางเชือก ดึงปลายเชือกทั้งสองข้างขึ้นมาจนเชือกตึง ปลายด้ามจับต้องเสมอกับระดับรักแร้พอดี (ดังในภาพต่อไปนี้)


การวัดความยาวเชือกที่พอดีกับส่วนสูงของแต่ละคน

การกระโดดเชือกให้ได้ประโยชน์สูงสุด ก็เหมือนกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิคอื่น ๆ  กล่าวคือ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง วันละ  20-30 นาที ขึ้นไป   อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-6 วัน

หากเพิ่งเริ่มต้น ควรกระโดดจากน้อย ๆ ก่อน แค่ 3-5 นาที ใน 1 - 2 อาทิตย์แรก เพื่อให้ร่างกายปรับตัว หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มเวลาให้มากขึ้นทีละนิด  โดยยังไม่ต้องกระโดดต่อเนื่องรวดเดียว แต่ให้กระโดดติดต่อกันแค่ 1 นาที สลับด้วยการพัก1 นาที (ให้ย่ำเท้าอยู่กับที่หรือเคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ ไปด้วย ตอนพัก)   นับเฉพาะเวลาที่ใช้กระโดด รวมแล้วให้ได้ 3-5 นาทีก่อน

ก่อนและหลังกระโดดเชือกทุกครั้งต้อง warm up และ cool down ด้วยเสมอ โดยเฉพาะการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพราะจะช่วยป้องกันความปวดเมื่อยและลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บลงได้มาก

ประโยชน์ของการกระโดดเชือกนั้นมีมากมาย  นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค-คาร์ดิโอ ที่มีประสิทธิภาพสูง  เนื่องจากร่างกายจะได้ออกกำลังทั้งช่วงล่างและส่วนบนไปพร้อม ๆ กัน  ทำให้ขาและแขนแข็งแรงขึ้น  ยังช่วยให้ร่างกายโดยรวมฟิตขึ้น ทนทานต่อความเหนื่อยได้มากขึ้น ทำให้ระบบหายใจ  หัวใจ ระบบหมุนเวียนโลหิต ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง

เครติด : senior skipper
จากเว็บ : สสส

สำรวจตัวเอง ก่อนออกกำลังกาย

"ออกกำลังกาย" ในความหมายของคนทั่วไปคงนึกถึงการเล่นกีฬา อย่างจริงจัง การทำกิจกรรมที่ใช้เวลานานๆ หรืออาจจะหมายถึง การทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ (เช่น เต้นแอโรบิก หรือการเล่นโยคะ) เป็นต้น

          "ออกกำลังกาย" ที่จริงแล้วมีความหมายในตัวว่า "การเคลื่อนไหวออกแรง โดยใช้กล้ามเนื้อในการออกแรง" อย่างที่เราเคยได้ยินตามสื่อโฆษณาว่า "แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย" (ที่มาจาก สสส.) เพียงแค่เดินก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง แต่อาจจะไม่มีความหนักมากนัก

          ปัจจุบันคนส่วนใหญ่นิยมออกกำลังกายกันมากขึ้น แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่หันมาออกกำลังกายเพราะเหตุผลว่าหมอตรวจพบว่าเป็นโรคนั้นโรคนี้ จึงต้องออกกำลังกาย

          ในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้ยกย่องการออกกำลังกายว่าเป็น "ยาวิเศษ" เพราะไม่ใช่แค่ช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆ แต่จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข หรือที่เรารู้จักกันในคำว่า "สารเอนดอร์ฟิน" สารตัวนี้จะช่วยให้สมองและระบบประสาทสัมผัสของเราทำงานดีขึ้น ทำให้อารมณ์ดีขึ้น
          ถึงแม้การออกกำลังกายจะให้ประโยชน์มากมายอย่างที่กล่าวมาในเบื้องต้น แต่ถ้าเราออกกำลังกายไม่ถูกวิธีหรือไม่เหมาะสมก็สามารถทำให้เกิดโทษได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะเริ่มออกกำลังกายควรสำรวจตัวเองก่อนดังนี้

          1. ร่างกายพร้อมจะใช้งานมากน้อยเพียงใด รวมถึงสภาวะจิตใจที่พร้อมจะออกกำลังกายด้วย
          2. คุณป่วยหรือไม่ ถ้าป่วยแล้วมาออกกำลังกายจะยิ่งทำให้ร่างกายอ่อนล้า และอาจทรุดได้
          3. ร่างกายของเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสารอาหาร เข้าไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกาย รวมถึงใช้สำหรับการเผาผลาญ ฉะนั้นควรรับประทานอาหารให้พอเหมาะก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
          4. พกน้ำดื่มไว้ดีที่สุด น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเวลาร่างกายเสียเหงื่อหรือออกกำลังกาย ถ้าร่างกายขาดน้ำเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดตะคริวได้ง่าย และอาจจะร้ายแรงมากขึ้นด้วยในบางกรณี
          5. การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เปรียบเสมือนการเตรียมความพร้อมให้ร่างกายพร้อมใช้งาน ถ้าหากยืดเหยียดไม่เพียงพอหรือไม่ถูกวิธีอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บขณะออกกำลังกายได้
          6. สภาวะอากาศรอบด้านเหมาะสมหรือไม่ อากาศร้อน แดดแรง หรือฝุ่นควันตามท้องถนน ล้วนแต่เป็นมลพิษที่เราไม่ควรสัมผัส เพราะขณะที่ร่างกายทำงานอย่างหนัก มลพิษเหล่านี้จะทำให้ร่างกายเราอ่อนล้า หรืออาจทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ เช่น ลมแดด หน้ามืด ร่างกายขาดน้ำ เป็นต้น
          7. การใส่เสื้อผ้าและรองเท้า ที่มีการระบายอากาศที่ดีจะทำให้เราสามารถออกกำลังกายได้เต็มที่ และสามารถป้องกันการบาดเจ็บได้อีกด้วย
          8. สำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ ไม่ควรหักโหม ควรจะค่อยๆเริ่มจากระดับเบาๆ แล้วค่อยเพิ่มความหนักขึ้นเรื่อยๆ
          9. เลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับตัวเอง ดูจากอายุ เพศ และวัย เป็นตัวประกอบในการเลือกกิจกรรมออกกำลังกาย เช่น ถ้าผู้สูงอายุ ควรให้ออกกำลังกายแบบเบาๆ เดินในที่ร่มหรือสวนสาธารณะ
          10. คนเราควรนอนให้ได้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง มิฉะนั้นร่างกายจะอ่อนล้าเกินไปสำหรับการออกกำลังกาย


          ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้วันสุข
     

ข้อแนะนำสำหรับ ‘นักวิ่งใหม่’

สำหรับนักวิ่งใหม่ การเตรียมความพร้อมก่อนการหัดวิ่ง เป็นเรื่องสำคัญ ควรตรวจเช็คสุขภาพเบื้องต้น เพื่อให้ทราบถึงข้อจำกัดและขีดความสามารถในการเริ่มออกกำลังกาย

 การเตรียมความพร้อม
1. ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับโครงสร้างทางสรีรวิทยาและประเภทของการวิ่ง
2. ศึกษาลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อให้การวิ่งเป็นไปด้วยความสนุกสนานและมีความสุข
3. วิ่งตามกำลังความสามารถในต้นทุนของร่างกายที่มีอยู่ ไม่ควรใจร้อนและหักโหมหรือวิ่งตามภาวะรอบข้าง
4. เมื่อรู้สึกถึงอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นเช่น หน้ามืด ใจสั่น เวียนศีรษะ ตาลายหรือมีอาการบาดเจ็บควรหยุดพักทันที
5. พึงท่องอยู่เสมอว่า วิ่งเป็นการออกกำลังกายแบบง่ายๆ ที่ใครๆ ที่เดินได้ก็วิ่งได้
6. วิ่งเป็นการออกกำลังกายที่เห็นสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ถ้ามีการปฏิบัติที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ
7. วิ่งเป็นการออกกำลังกายที่สร้างสัมพันธภาพที่ง่ายและสร้างเสริมสังคมที่ดี
8. เมื่อเกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อตัวเอง ควรแนะนำกับคนรอบข้างให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการวิ่ง
9. รักครอบครัว รักเพื่อน รักคนรอบข้าง ต้องชวนให้ทุกคนมาวิ่งออกกำลังกายเพื่อช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดี
ก่อนการวิ่ง
1. ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อหนักในช่วง 2 ชม.ก่อนการวิ่ง
2. ดื่มน้ำสะอาดก่อนการออกวิ่ง 30 นาที 1 - 2 แก้ว ประมาณ 100 - 200 cc.
3. ค่อยๆเพิ่มอุณหภูมิให้กับร่างกาย โดยการเดินสลับวิ่งเหยาะๆ เพื่อให้อวัยวะต่างๆที่จะต้องรับกับการทำงานที่เพิ่มขึ้นเช่น หัวใจ ปอด กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อต่างๆมีการเตรียมตัว เพิ่มความยืดหยุ่นมีความคล่องตัวกระฉับกระเฉง
4. เมื่อรู้สึกร้อน เหงื่อซึมเล็กน้อย มีความรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้น เริ่มเล่นกายบริหารในท่าง่ายๆสมัยเด็กๆ เช่น หมุนแขน หมุนไหล่ หมุนเอว บริหารข้อเท้า ข้อเข่า ยืดเหยียดส่วนหลัง ลำตัว แขน ขาอย่างช้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการเคลื่อนไหวและป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้
5. เริ่มออกเดินและวิ่งตามโปรแกรมที่ถูกออกแบบขึ้นมาอย่างเหมาะสม

 ขณะวิ่ง
1. หลีกเลี่ยงการวิ่งในที่มีแสงแดดจัด พยายามวิ่งในที่ร่มและที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี
2. สวมใส่ชุดหรือเสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี ไม่คับหรือหลวมเกินไปหรือเป็นชุดหนาและอบความร้อน
3. จิบน้ำทีละนิด บ่อยๆตามต้องการ หรือทุก 10 - 15 นาทีในขณะที่วิ่ง อย่ารอจนรู้สึกกระหายน้ำ
4. ถ้ามีอาการหน้ามืด ใจสั่น ตาลาย เจ็บหน้าอก ควรหยุดวิ่งและนอนราบกับพื้นในที่ร่มและมีอากาศถ่ายเทได้ดี
5. วิ่งในท่าทางที่สบาย ไม่เกร็ง ให้เป็นธรรมชาติของตัวเองมากที่สุด หายใจด้วยจังหวะที่รู้สึกถึงความสบายและผ่อนคลาย
6. อย่าฝืนวิ่งเมื่อรู้สึกถึงอาการเจ็บ อ่อนเพลียหรือเมื่อยล้า
7. วิ่งในสถานที่ปลอดภัย ไม่เปลี่ยว พื้นทางวิ่งที่ราบเรียบ ไม่ขรุขระหรือมีการสัญจรพลุกพล่าน
8. หาเพื่อนไปวิ่งด้วยหรือเข้ากลุ่ม ชมรมวิ่งต่างๆ จะทำให้การวิ่งมีรดชาดและสนุกมากยิ่งขึ้น

 หลังการวิ่ง
1. ต้องค่อยๆ ปรับให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดอัตราการเต้นของหัวใจด้วยการวิ่งเหยาะๆและเดิน
2. ยืดเหยียดเพื่อคลายกล้ามเนื้อและเล่นกายบริหารในท่าง่ายๆ
3. ดื่มน้ำทีละนิดอย่างช้าๆหลังจากการวิ่งอีก 1 - 2 แก้ว ประมาณ 100 - 300 cc.
4. รับประทานอาหารที่สร้างเสริมสุขภาพครบทุกหมู่
5. ควรหลีกเลี่ยงบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
6. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการนอนดึกเกิน 4 ทุ่มโดยไม่จำเป็น
7. บำบัดอาการเมื่อยล้าที่อาจเกิดขึ้นจากการซ้อมตามอาการที่เกิดขึ้น
8. บันทึกสถิติการฝึกซ้อมและอัตราการเต้นของชีพจรเป็นประจำทุกวัน
9. เมื่อมีอาการบาดเจ็บ หรืออ่อนเพลียให้หยุดพักทันที


 ที่มา : สมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย โดย สถาวร จันทร์ผ่องศรี

"โยคะเก้าอี้" ขจัด โรคออฟฟิศซินโดรม



เมื่อต้องนั่งทำงานตลอดเวลา มีอาการปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ ร่างกายขาดการเคลื่อนไหว ท่าบริหารสไตล์โยคะเหล่านี้สามารถช่วยคุณได้

         เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัด กิจกรรมโยคะเก้าอี้ เพื่อป้องกันและบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรม เทคนิคดีๆ สำหรับทุกเพศ ทุกวัย ในการดูแลร่างกายให้มีสุขภาวะที่ดี

          ครูพัน-วีระพันธ์ ไกรวิทย์ ครูโยคะ กล่าวว่า โยคะเก้าอี้เป็นการประยุกต์ท่าโยคะ ก้ม แอ่น บิด เอียง มาใช้กับเก้าอี้ เป็นโยคะในสำนักงานที่เหมาะสำหรับคนที่ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือนั่งทำงานเป็นเวลานานแล้วเกิดอาการเมื่อย กดทับ เพื่อให้ท่าโยคะเหล่านี้ช่วยปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ให้บริหารยืดเหยียด จนคืนความสมดุลให้กับร่างกาย โดยใช้เวลาเพียงเล็กน้อย และเพื่อให้ผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ได้ดูแลร่างกายและจิตใจตนเอง เพื่อป้องกันและบรรเทาอาการเจ็บป่วยจากความเหนื่อยล้าและเครียด เมื่อต้องทำงานอยู่ในท่าเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน

          โดยท่าโยคะสำหรับผู้ทำงานในสำนักงาน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มท่าที่บริหารคอ ไหล่ สะบัก ทรวงอก แขน 2.กลุ่มท่า บริหารนิ้วมือ ข้อมือ แขน 3.กลุ่มท่าที่บริหาร หลัง ลำตัว กระดูกสันหลัง 4.กลุ่มท่าบริหาร สะโพก ขา เข่า และ 5.กลุ่มท่าที่บริหาร ดวงตา ซึ่งโยคะทั้ง 5 กลุ่มนี้ หากทำครบสามารถบริหารเหยียดยืดร่างกายได้ครบทุกส่วน โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หรือผู้ใช้อาจเลือกบางท่าไปทำในขณะที่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ก็ได้ โดยตลอดระยะเวลาทำงานให้หยุดพักทุกๆ 1-2 ชั่วโมง แล้วเลือกทำท่าบริหารเหล่านี้สัก 2-3 นาที ตามแต่ละท่าที่เลือกใช้
          กลุ่มท่าบริหารคอ ไหล่ สะบัก ทรวงอก แขน
          1.ยืดด้านข้างลำคอ นั่งลำตัวตรง หายใจเข้า แหงนศีรษะไปทางขวาจนลำคอด้านซ้ายตึง หายใจออก คลายกลับมาตรงกลาง จากนั้นสลับข้างไปทางซ้าย ทำจนครบ 5 รอบ
          2.หมุนไหล่ วางมือบนไหล่แต่ละข้างให้ศอกชิดกัน หายใจเข้ายกศอกขึ้นทางด้านหน้า หายใจออกลดศอกลงไปด้านหลัง หมุนครบ 5 รอบ แล้วหมุนทวนกลับ

          กลุ่มท่าที่บริหารนิ้วมือ ข้อมือ แขน
          1.หมุนข้อมือ ประสานนิ้วมือ แล้วหมุนมือให้เป็นก้อนวงกลมครบ 10 รอบ
          2.บิดมือแล้วผลักฝ่ามือออกไปข้าง หน้าจนสุดแขน แล้วยกขึ้นเหนือศีรษะค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          3.ดึงมือลงไปทางซ้ายจนแขนและ ไหล่ขวาตึงสุด ค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          4.ปล่อยมือแล้ว เหยียดแขนซ้ายออกไปด้านข้าง หันฝ่ามือไปข้างหลัง แล้วพับแขนเอาหลังมือมาแตะที่แผ่นหลัง ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปหามือขวา ถ้ามือถึงกันก็เกี่ยวกันไว้ ค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          5.คลายแขนซ้าย เหยียดออกไปทางขวา ที่ด้านหน้าของลำตัว แล้วเอาแขนขวามาล็อกที่ต้นแขนซ้าย เอาตัวช่วยดันไว้จนไหล่ซ้ายตึง แล้วหันหน้าไปทางซ้าย ค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          6.เอาแขนซ้ายมาพันแขนขวา ประกบฝ่ามือ ยืดไหล่และสะบัก ค้างไว้ 5 ลมหายใจ (สลับอีกข้างหนึ่งโดยเริ่มจากสลับร่องนิ้ว แล้วประสานมือหมุนทวนกลับ)

          กลุ่มท่าที่บริหารหลัง ลำตัว กระดูกสันหลัง
          1.นั่งก้มและแอ่นตัว หายใจออกพร้อมหดหน้าท้อง โก่งหลัง เหยียดแขน เก็บคางชิดคอ
          2.หายใจเข้าพร้อมกับดึงมือกลับมา งอศอกไปด้านหลังและอกยืดคาง ทำ 5 รอบ
          3.นั่งยกขาขึ้นมาข้างหนึ่ง โดยวางข้อเท้าไว้เหนือเข่าอีกข้างหนึ่ง จากนั้นประสานมือด้านหลัง แล้วหายใจออก ก้มตัวลงพร้อมยกแขนขึ้นด้านบน ค้าง 5 ลมหายใจ แล้วสลับข้าง
          4.จากท่านั่งหลังตรง ให้เอนหลังแล้ววางทั้งสองมือที่เก้าอี้ด้านหลังข้างๆ สะโพกพร้อมเหยียดขาข้างหนึ่งออกมา โดยที่เท้าทั้งสองข้างวางอย่างมั่นคงบนพื้น หายใจเข้าพร้อมกดมือบนเก้าอี้ ยกสะโพกขึ้น แอ่นอกค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          5.นั่งบิด เริ่มจากท่านั่งหลังตรงให้หายใจเข้า ยืดตัวขึ้น เมื่อเริ่มหายใจออกให้บิดตัวไปทางขวา มือขวาจับพนักพิง ส่วนมือซ้ายจับที่เข่าแล้วออกแรงบิด ค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          6.ทำซ้ำข้างเดิม แต่เพิ่มการยกขาขวาขึ้นมา แล้วเหยียดให้ตรงก่อนบิด ค้างไว้ 5 ลมหายใจ แล้วสลับข้าง
          7.ตะแคงข้าง นั่งแยกขากว้างเล็กน้อย วางแขนซ้ายเท้าไว้ที่ขาซ้าย จากนั้นหายใจเข้าวาดแขนขวาขึ้นไป ยืดจนสุด รู้สึกตึงที่สีข้าง พร้อมแหงนมองที่ฝ่ามือ ค้างไว้ 5 ลมหายใจ สลับข้าง
          8.บริหารหน้าท้องและต้นขา ค้างท่าละ 5 ลมหายใจ นั่งเอนหลังเล็กน้อย ยกเท้าลอยขึ้นเอามือไว้ที่ท้อง ท่าที่สอง ยกขาขวาขนานพื้น สลับข้าง และท่าสุดท้ายยกสองขา

          กลุ่มท่าบริหารสะโพก ขา เข่า
          1.ยืนเอามือจับพนักเก้าอี้ ถอยเท้าไปเพื่อก้มตัวลงจนลำตัวขนานกับพื้น แล้วกระดกปลายเท้าขึ้นมาจนน่องตึง ค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          2.ย่อเขย่งโดยยืดหลังให้ตรงไว้ ค้างไว้ 5 ลมหายใจ ทำซ้ำอีกรอบ
          3.ก้าวเท้าขวาออกมาข้างหน้า มือยังจับพนักพิงเป็นท่าเตรียม หายใจเข้า ย่อเข่าขวา ส่วนขาซ้ายตึง พร้อมกับยกแขนซ้ายขึ้น ตามองปลายมือ ค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          4.กลับสู่ท่าเตรียม แล้วย่อเข่าเหมือนท่าแรก หายใจออกพร้อมกับวาดแขนขวาบิดตัวไป
          ด้านหลัง แล้วค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          5.กลับสู่ท่าเตรียม ขยับตัวออกไปทางซ้าย เปิดปลายเท้าซ้ายออก หายใจเข้าพร้อมวาดแขนซ้ายขึ้น ตามองที่ปลายมือ แขนขวาเท้าที่พนักพิง ค้างไว้ 5 ลมหายใจ จากนั้นสลับข้าง
          6.บริหารช่วงท้อง นั่งในท่าเตรียม กำหมัดหลวมๆ วางไว้ที่ท้องน้อย หายใจเข้ายืดตัว หายใจออกก้มตัวลง ค้างไว้ 5-10 ลมหายใจ  

          กลุ่มท่าที่บริหารดวงตา
          1.บริหารดวงตา ทำช้าๆ อย่าง ละ 2 รอบ กลอกตาขึ้น-ลง กลอกตาซ้าย-ขวา กลอกตาทแยง และกลอกตาเป็นวงกลม
          2.หายใจแบบ โยคี อนุโลม วิโลม นั่งหลังตรง ใช้มือขวาพับนิ้วชี้กับนิ้วกลางลง นำนิ้วโป้งมาปิดจมูกขวา หายใจเข้าจมูกซ้าย ทรวงอกขยาย นำนิ้วนางคู่กับนิ้วก้อยปิดจมูกซ้าย เปิดข้างขวา หายใจออก ทรวงอกยุบลง หายใจเข้าขวาโดยนิ้วอยู่เหมือนเดิม ทรวงอกขยาย ปิดขวาออกซ้าย ทั้งหมด 1 รอบ ทำ 5-10 รอบ
          3.ผ่อนคลายดวงตา ถูฝ่ามือเร็วๆ จนเกิดความร้อน หลับตาแล้วเอาฝ่ามือมาประคบดวงตา ปล่อยให้ความร้อนซึมผ่านหนังตา ความร้อนหมดทำซ้ำ
          4.ผ่อนคลายนั่งพิง พนัก วางมือไว้ที่หน้าตัก รู้สึกร่างกายไปกับลมหายใจ หายใจเข้า รับรู้ความรู้สึกจากปลายเท้า ปลายมือขึ้นมาจนถึงศีรษะ หายใจออก รับรู้ความรู้สึกกลับลงไป ทำ 10 รอบ

       

ความคิดผิดๆ ของการออกกำลังกาย

สมัยนี้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจการออกกำลังกายกันมากขึ้น เพื่อให้ได้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์และรูปร่างที่ดี ในขณะที่บางคนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายเพราะเหตุผลที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ชมรมนักเพาะกาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาเตือนว่าหลายคนมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับการออกกำลังกาย

 หนึ่งในความเข้าใจผิด คือ ความเชื่อที่ว่าการออกกำลังกายจะทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น เนื่องจากการออกกำลังกายมากก็จะเหนื่อยมาก จึงมีผลให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น คนอ้วนจึงไม่ค่อยกล้าออกกำลังกาย ทว่านักสรีรวิทยาชมรมนักเพาะกาย ช่วยไขความข้องใจเสียใหม่ว่า กลุ่มคนที่ต้องใช้แรงมาก ทำงานหนักหรือออกกำลังกายหนักมากติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง จะต้องรับประทานอาหารมากกว่าปกติแต่ไม่อ้วนเพราะไม่มีไขมันสะสมในร่างกาย ส่วนกลุ่มที่ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพโดยทั่วไปนั้น การใช้พลังงานอยู่ในระดับปานกลาง จึงไม่ส่งผลให้รับประทานอาหารมากเกินความต้องการจนเกิดไขมันสะสมในร่างกาย

  ในขณะที่หลายคนคิดว่า เมื่อเหนื่อยจากการทำงานแล้วไม่ต้องออกกำลังกายอีก โดยเชื่อว่าทำงานนั่งโต๊ะทั้งวันถ้าไปออกกำลังกายอีกจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมเร็วขึ้น เพราะแม้ร่างกายไม่เหนื่อยแต่สมองก็ล้าจากการงาน จึงไม่ไปออกกำลังกาย เรื่องนี้ถือเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะการออกกำลังกายสามารถช่วยลดความตึงเครียดได้

  เช่นเดียวกับความคิดที่ว่า การออกกำลังกายทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและปวดเมื่อย ความจริงแล้ว อาการอ่อนเพลียหรือปวดเมื่อยตามร่างกายหลังการออกกำลังกาย มักจะเกิดกับผู้ที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ ซึ่งเป็นช่วงระยะที่ร่างกายมีการปรับตัว แต่ถ้าผ่านไปสักระยะหนึ่งอาการดังกล่าวจะค่อยๆ หายไปและมีอาการสดชื่นกระฉับกระเฉงหลังการออกกำลังกาย แต่ก็ต้องจัดระยะเวลาและความหนักของการออกกำลังกายให้พอเหมาะกับความสามารถของร่างกาย

          อีกหนึ่งพฤติกรรมผิดๆ ของคนทั่วไป เมื่อร่างกายมีอาการเหน็ดเหนื่อยจากการออกกำลังกายมาค่อนข้างหนัก การหายใจทางจมูกอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่จึงใช้การหายใจทางปากช่วย ซึ่งอาจทำให้อากาศเข้าสู่ปอดโดยไม่ได้ผ่านการกรองเหมือนทางจมูก จึงทำให้รู้สึกคอแห้งและระคายเคืองที่คอ รวมถึงเสี่ยงติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่าย ดังนั้นหากต้องการหายใจทางปาก ควรทำในขณะหายใจไม่ออกเท่านั้น

  หากเข้าใจเรื่องการออกกำลังกายอย่างนี้แล้ว จะมัวช้าอยู่ทำไม ไปออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงกันดีกว่า

วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้หญิง



'แอโรบิก' การออกกำลังกายประเภทนี้จะทำให้ร่างกายสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น ทำให้หัวใจและปอดทำงานได้ปกติ นอกจากนี้แอโรบิกจะช่วยให้ร่างกายเกิดความยืดหยุ่น และช่วยบริหารกล้ามเนื้อแล้ว ยังเป็นการป้องกันปัญหาเรื่องของโรคหัวใจ ความดันโลหิดสูง และโรคไขมันในเลือดที่จะเกิดขึ้นมาตามวัยอีกด้วย

          "การแบกรับน้ำหนัก" เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยทองจะหมดประจำเดือน ส่งผลให้เนื้อกระดูกและแคลเซียมค่อยๆ สูญเสียออกจากกระดูกได้เรื่อยๆ ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนหรือกระดูกเปราะบาง

          ซึ่งการออกกำลังแบบที่ต้องแบกรับน้ำหนักจึงเป็นวิธีที่ช่วยลดการสูญเสียเนื้อกระดูก เช่น 'การยกน้ำหนัก หรือยกเวท' เป็นต้น แต่ควรเลือกที่ไม่หนักจนเกินไปเพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดได้ การออกกำลังกายประเภทนี้ยังรวมถึงการแบกรับน้ำหนักตัวเอง เช่น 'การเดิน' อีกด้วย

          ทั้งนี้ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงวัยทองสามารถปรับเปลี่ยนการออกกำลังกายเป็นแบบอื่นได้ เช่น 'ชี่งก หรือ ไทเก๊ก' ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อโดยตรง เพราะมีการเกร็งและแบกรับน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา และด้วยลักษณะการเคลื่อนไหวที่เนิบช้า จึงช่วยลดการกระแทกของกระดูก

          นี่คือวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะกับสรีระและการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้หญิง รู้แล้วอย่าละเลยการออกกำลังกายกันล่ะ

วิธีเลือกรองเท้าออกกำลังกาย

การเล่นกีฬาหรืการออกกำลังเป็นสิ่งที่หลายคนคลั่งไคล้ เพราะเป็นกิจกรรมที่เรียกเหงื่อได้ดีและยังสามารถบริหารร่างกายไปได้พร้อมกัน ดังนั้นการเลือกรองเท้าสำหรับการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง หากเลือกผิดอาจทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา 

         อันดับแรกเลือกรองเท้าที่เหมาะกับประเภทการออกกำลังกาย เช่น ถ้าต้องการออกกำลังกายในร่มหรือฟิตเนสทั่วไป ควรเลือกรองเท้าที่เบาสบายคล่องตัว ยึดเกาะกับทุกสภาพพื้นผิว หรือถ้าเป็นรองเท้าวิ่งกลางแจ้ง ก็ต้องเป็นรองเท้าที่สวมใส่นุ่มสบาย แข็งแรง มีพื้นและส้นรองเท้าที่รับแรงกระแทกได้ดี เพราะต้องรองรับการกดทับแบบซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน

         เพื่อป้องกันปัญหารองเท้าคับและไม่เข้ารูป ผู้ซื้อควรเลือกและทดสอบรองเท้าในช่วงเวลาเย็น เพราะเป็นเวลาที่เท้ามีขนาดใหญ่ที่สุด หลังจากได้เดิน วิ่งหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ มาตลอดทั้งวัน ซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนลงสู่เท้ามากขึ้น จึงเหมาะที่จะเลือกรองเท้ามากที่สุด

         อีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ซื้อควรคำนึงถึงคือเลือกรองเท้าให้เหมาะกับทรงเท้าตัวเอง ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการประทับฝ่าเท้าลงบนทราย

         เท้าแบน คือฝ่าเท้าคุณไม่มีส่วนเว้าโค้งเลย ควรเลือกซื้อรองเท้าประเภท “Motion Control” หรือ “Stability”

         เท้าปกติ คือฝ่าเท้ามีส่วนเว้าประมาณ 3 ใน 4 สามารถเลือกรองเท้าได้ทุกรูปแบบเพราะเป็นทรงเท้าที่ได้มาตรฐาน เคลื่อนที่และทรงตัวได้เป็นปกติ

         เท้าโค้ง คือฝ่าเท้ามีส่วนโค้งส่วนเว้ามากหรือรอยเท้าขาด จำเป็นต้องเลือกรองเท้าที่มีคำว่า “Flexible” หรือ “Cushioned”

         อย่างไรก็ตาม การเลือกรองเท้า ผู้ซื้อควรลองสวมกับเท้าด้วยตนเอง เพื่อให้ได้รองเท้าที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด ทั้งยังควรจำไว้ว่า อุปกรณ์และสิ่งแวดล้อมที่ดีในการออกกำลังกายจะนำไปสู่สุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตที่ดีของคุณ.