วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

การกระโดดเชือกเพื่อสุขภาพ อย่างถูกวิธี

เชื่อว่าหลายคนในที่นี้ คงเคยได้ยินวาทะกรรมที่กล่าวถึงการกระโดดเชือกในแง่ลบที่ว่า กระโดดมาก ๆ อาจทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็ว  จากแรงกระแทกที่สูงในขณะที่กระโดด

แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว หากเรากระโดดเชือกด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง  ซึ่งศึกษาและวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์การกีฬาในยุคปัจจุบัน  แรงกระแทกที่เกิดขึ้นขณะกระโดด ถือว่าน้อยมาก  ระดับที่เรียกได้ว่า การกระโดดเชือกนับเป็นการออกกำลังกาย ที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกต่ำ (low impact exercise) เลยทีเดียว...

ทั้งนี้ เป็นเพราะการกระโดดเชือกที่ถูกวิธีนั้น จะเป็นการกระโดดข้ามเชือก แค่ต่ำ ๆ สูงไม่เกิน 1-2 นิ้ว จากพื้น (คือแค่ให้ข้ามเชือก ไม่ต้องกระโดดสูงเกินความจำเป็น)  รวมถึงการวางท่าทางขณะกระโดด จะต้องเปิดส้นเท้า ใช้ปลายเท้ารับน้ำหนักตัว และงอเข่าด้วยเล็กน้อยเสมอ

ด้วยท่าทางดังกล่าว เราจึงเสมือนกระโดดข้ามเชือกต่ำ ๆ ขึ้นลงอย่างนุ่มนวล โดยมีข้อเข่าและข้อเท้าเปรียบเสมือนสปริงโช้คอัพในรถยนต์ คอยรับแรงกระแทกอยู่ตลอดเวลา

เทคนิคอีกประการคือการแกว่งเชือก  ท่ากระโดดที่ถูกต้อง ข้อศอกจะต้องแนบลำตัว และใช้เฉพาะข้อมือเท่านั้นในการหมุนให้เชือกแกว่งเป็นวงกลม  โดยไม่ต้องกางแขนออกและใช้ท่อนแขนหรือหัวไหล่ช่วยหมุนเลย ซึ่งจะช่วยให้เชือกหมุนด้วยความราบเรียบต่อเนื่อง และสามารถควบคุมความเร็วในการหมุนเชือกให้สูง ได้ตามที่ต้องการ

ซึ่งท่าการกระโดดเชือกด้วยเทคนิคยุคปัจจุบันดังที่ว่านี้  จะแตกต่างจากท่ากระโดดเชือกที่เรากระโดดเล่นกันในตอนเด็ก ๆ อยู่มาก กล่าวคือ ในท่ากระโดดที่ผิด เรามักจะกระโดดสูง ๆ เพราะกลัวเชือกจะติดเท้า บางทีก็สะบัดปลายเท้าไปด้านหลังด้วย  การแกว่งหมุนเชือกก็มักกางแขนออกกว้าง ๆ แล้วใช้แขน หรือหัวไหล่ หมุนเชือก

ซึ่งท่ากระโดดแบบโบราณนี่แหละ ที่จะสร้างแรงกระแทกสูง โอกาสข้อเข่าเสื่อมหรือพัง อาจมีสูงดังที่ใคร ๆ พูดกันจริง ๆ

อีกประเด็นหนึ่งที่ห้ามลืมคือ ขณะกระโดดเชือก ต้องสวมรองเท้ากีฬาด้วยเสมอ เพื่อช่วยซับแรงกระแทก ไม่ควรกระโดดด้วยเท้าเปล่า หรือ รองเท้าแตะ อย่างเด็ดขาด

เคล็ดลับสำคัญอีกประการหนึ่ง คือการเลือกซื้อเชือกมากระโดด  เชือกที่ยาวเหมาะสม ที่ช่วยให้ฝึกกระโดดได้ง่าย เชือกไม่สะดุดบ่อยวัดได้โดย ยืนเหยียบกึ่งกลางเชือก ดึงปลายเชือกทั้งสองข้างขึ้นมาจนเชือกตึง ปลายด้ามจับต้องเสมอกับระดับรักแร้พอดี (ดังในภาพต่อไปนี้)


การวัดความยาวเชือกที่พอดีกับส่วนสูงของแต่ละคน

การกระโดดเชือกให้ได้ประโยชน์สูงสุด ก็เหมือนกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิคอื่น ๆ  กล่าวคือ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง วันละ  20-30 นาที ขึ้นไป   อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-6 วัน

หากเพิ่งเริ่มต้น ควรกระโดดจากน้อย ๆ ก่อน แค่ 3-5 นาที ใน 1 - 2 อาทิตย์แรก เพื่อให้ร่างกายปรับตัว หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มเวลาให้มากขึ้นทีละนิด  โดยยังไม่ต้องกระโดดต่อเนื่องรวดเดียว แต่ให้กระโดดติดต่อกันแค่ 1 นาที สลับด้วยการพัก1 นาที (ให้ย่ำเท้าอยู่กับที่หรือเคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ ไปด้วย ตอนพัก)   นับเฉพาะเวลาที่ใช้กระโดด รวมแล้วให้ได้ 3-5 นาทีก่อน

ก่อนและหลังกระโดดเชือกทุกครั้งต้อง warm up และ cool down ด้วยเสมอ โดยเฉพาะการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพราะจะช่วยป้องกันความปวดเมื่อยและลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บลงได้มาก

ประโยชน์ของการกระโดดเชือกนั้นมีมากมาย  นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค-คาร์ดิโอ ที่มีประสิทธิภาพสูง  เนื่องจากร่างกายจะได้ออกกำลังทั้งช่วงล่างและส่วนบนไปพร้อม ๆ กัน  ทำให้ขาและแขนแข็งแรงขึ้น  ยังช่วยให้ร่างกายโดยรวมฟิตขึ้น ทนทานต่อความเหนื่อยได้มากขึ้น ทำให้ระบบหายใจ  หัวใจ ระบบหมุนเวียนโลหิต ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง

เครติด : senior skipper
จากเว็บ : สสส

สำรวจตัวเอง ก่อนออกกำลังกาย

"ออกกำลังกาย" ในความหมายของคนทั่วไปคงนึกถึงการเล่นกีฬา อย่างจริงจัง การทำกิจกรรมที่ใช้เวลานานๆ หรืออาจจะหมายถึง การทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ (เช่น เต้นแอโรบิก หรือการเล่นโยคะ) เป็นต้น

          "ออกกำลังกาย" ที่จริงแล้วมีความหมายในตัวว่า "การเคลื่อนไหวออกแรง โดยใช้กล้ามเนื้อในการออกแรง" อย่างที่เราเคยได้ยินตามสื่อโฆษณาว่า "แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย" (ที่มาจาก สสส.) เพียงแค่เดินก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง แต่อาจจะไม่มีความหนักมากนัก

          ปัจจุบันคนส่วนใหญ่นิยมออกกำลังกายกันมากขึ้น แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่หันมาออกกำลังกายเพราะเหตุผลว่าหมอตรวจพบว่าเป็นโรคนั้นโรคนี้ จึงต้องออกกำลังกาย

          ในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้ยกย่องการออกกำลังกายว่าเป็น "ยาวิเศษ" เพราะไม่ใช่แค่ช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆ แต่จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข หรือที่เรารู้จักกันในคำว่า "สารเอนดอร์ฟิน" สารตัวนี้จะช่วยให้สมองและระบบประสาทสัมผัสของเราทำงานดีขึ้น ทำให้อารมณ์ดีขึ้น
          ถึงแม้การออกกำลังกายจะให้ประโยชน์มากมายอย่างที่กล่าวมาในเบื้องต้น แต่ถ้าเราออกกำลังกายไม่ถูกวิธีหรือไม่เหมาะสมก็สามารถทำให้เกิดโทษได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะเริ่มออกกำลังกายควรสำรวจตัวเองก่อนดังนี้

          1. ร่างกายพร้อมจะใช้งานมากน้อยเพียงใด รวมถึงสภาวะจิตใจที่พร้อมจะออกกำลังกายด้วย
          2. คุณป่วยหรือไม่ ถ้าป่วยแล้วมาออกกำลังกายจะยิ่งทำให้ร่างกายอ่อนล้า และอาจทรุดได้
          3. ร่างกายของเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสารอาหาร เข้าไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกาย รวมถึงใช้สำหรับการเผาผลาญ ฉะนั้นควรรับประทานอาหารให้พอเหมาะก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
          4. พกน้ำดื่มไว้ดีที่สุด น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเวลาร่างกายเสียเหงื่อหรือออกกำลังกาย ถ้าร่างกายขาดน้ำเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดตะคริวได้ง่าย และอาจจะร้ายแรงมากขึ้นด้วยในบางกรณี
          5. การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เปรียบเสมือนการเตรียมความพร้อมให้ร่างกายพร้อมใช้งาน ถ้าหากยืดเหยียดไม่เพียงพอหรือไม่ถูกวิธีอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บขณะออกกำลังกายได้
          6. สภาวะอากาศรอบด้านเหมาะสมหรือไม่ อากาศร้อน แดดแรง หรือฝุ่นควันตามท้องถนน ล้วนแต่เป็นมลพิษที่เราไม่ควรสัมผัส เพราะขณะที่ร่างกายทำงานอย่างหนัก มลพิษเหล่านี้จะทำให้ร่างกายเราอ่อนล้า หรืออาจทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ เช่น ลมแดด หน้ามืด ร่างกายขาดน้ำ เป็นต้น
          7. การใส่เสื้อผ้าและรองเท้า ที่มีการระบายอากาศที่ดีจะทำให้เราสามารถออกกำลังกายได้เต็มที่ และสามารถป้องกันการบาดเจ็บได้อีกด้วย
          8. สำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ ไม่ควรหักโหม ควรจะค่อยๆเริ่มจากระดับเบาๆ แล้วค่อยเพิ่มความหนักขึ้นเรื่อยๆ
          9. เลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับตัวเอง ดูจากอายุ เพศ และวัย เป็นตัวประกอบในการเลือกกิจกรรมออกกำลังกาย เช่น ถ้าผู้สูงอายุ ควรให้ออกกำลังกายแบบเบาๆ เดินในที่ร่มหรือสวนสาธารณะ
          10. คนเราควรนอนให้ได้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง มิฉะนั้นร่างกายจะอ่อนล้าเกินไปสำหรับการออกกำลังกาย


          ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้วันสุข
     

ข้อแนะนำสำหรับ ‘นักวิ่งใหม่’

สำหรับนักวิ่งใหม่ การเตรียมความพร้อมก่อนการหัดวิ่ง เป็นเรื่องสำคัญ ควรตรวจเช็คสุขภาพเบื้องต้น เพื่อให้ทราบถึงข้อจำกัดและขีดความสามารถในการเริ่มออกกำลังกาย

 การเตรียมความพร้อม
1. ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับโครงสร้างทางสรีรวิทยาและประเภทของการวิ่ง
2. ศึกษาลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อให้การวิ่งเป็นไปด้วยความสนุกสนานและมีความสุข
3. วิ่งตามกำลังความสามารถในต้นทุนของร่างกายที่มีอยู่ ไม่ควรใจร้อนและหักโหมหรือวิ่งตามภาวะรอบข้าง
4. เมื่อรู้สึกถึงอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นเช่น หน้ามืด ใจสั่น เวียนศีรษะ ตาลายหรือมีอาการบาดเจ็บควรหยุดพักทันที
5. พึงท่องอยู่เสมอว่า วิ่งเป็นการออกกำลังกายแบบง่ายๆ ที่ใครๆ ที่เดินได้ก็วิ่งได้
6. วิ่งเป็นการออกกำลังกายที่เห็นสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ถ้ามีการปฏิบัติที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ
7. วิ่งเป็นการออกกำลังกายที่สร้างสัมพันธภาพที่ง่ายและสร้างเสริมสังคมที่ดี
8. เมื่อเกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อตัวเอง ควรแนะนำกับคนรอบข้างให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการวิ่ง
9. รักครอบครัว รักเพื่อน รักคนรอบข้าง ต้องชวนให้ทุกคนมาวิ่งออกกำลังกายเพื่อช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดี
ก่อนการวิ่ง
1. ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อหนักในช่วง 2 ชม.ก่อนการวิ่ง
2. ดื่มน้ำสะอาดก่อนการออกวิ่ง 30 นาที 1 - 2 แก้ว ประมาณ 100 - 200 cc.
3. ค่อยๆเพิ่มอุณหภูมิให้กับร่างกาย โดยการเดินสลับวิ่งเหยาะๆ เพื่อให้อวัยวะต่างๆที่จะต้องรับกับการทำงานที่เพิ่มขึ้นเช่น หัวใจ ปอด กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อต่างๆมีการเตรียมตัว เพิ่มความยืดหยุ่นมีความคล่องตัวกระฉับกระเฉง
4. เมื่อรู้สึกร้อน เหงื่อซึมเล็กน้อย มีความรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้น เริ่มเล่นกายบริหารในท่าง่ายๆสมัยเด็กๆ เช่น หมุนแขน หมุนไหล่ หมุนเอว บริหารข้อเท้า ข้อเข่า ยืดเหยียดส่วนหลัง ลำตัว แขน ขาอย่างช้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการเคลื่อนไหวและป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้
5. เริ่มออกเดินและวิ่งตามโปรแกรมที่ถูกออกแบบขึ้นมาอย่างเหมาะสม

 ขณะวิ่ง
1. หลีกเลี่ยงการวิ่งในที่มีแสงแดดจัด พยายามวิ่งในที่ร่มและที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี
2. สวมใส่ชุดหรือเสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี ไม่คับหรือหลวมเกินไปหรือเป็นชุดหนาและอบความร้อน
3. จิบน้ำทีละนิด บ่อยๆตามต้องการ หรือทุก 10 - 15 นาทีในขณะที่วิ่ง อย่ารอจนรู้สึกกระหายน้ำ
4. ถ้ามีอาการหน้ามืด ใจสั่น ตาลาย เจ็บหน้าอก ควรหยุดวิ่งและนอนราบกับพื้นในที่ร่มและมีอากาศถ่ายเทได้ดี
5. วิ่งในท่าทางที่สบาย ไม่เกร็ง ให้เป็นธรรมชาติของตัวเองมากที่สุด หายใจด้วยจังหวะที่รู้สึกถึงความสบายและผ่อนคลาย
6. อย่าฝืนวิ่งเมื่อรู้สึกถึงอาการเจ็บ อ่อนเพลียหรือเมื่อยล้า
7. วิ่งในสถานที่ปลอดภัย ไม่เปลี่ยว พื้นทางวิ่งที่ราบเรียบ ไม่ขรุขระหรือมีการสัญจรพลุกพล่าน
8. หาเพื่อนไปวิ่งด้วยหรือเข้ากลุ่ม ชมรมวิ่งต่างๆ จะทำให้การวิ่งมีรดชาดและสนุกมากยิ่งขึ้น

 หลังการวิ่ง
1. ต้องค่อยๆ ปรับให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดอัตราการเต้นของหัวใจด้วยการวิ่งเหยาะๆและเดิน
2. ยืดเหยียดเพื่อคลายกล้ามเนื้อและเล่นกายบริหารในท่าง่ายๆ
3. ดื่มน้ำทีละนิดอย่างช้าๆหลังจากการวิ่งอีก 1 - 2 แก้ว ประมาณ 100 - 300 cc.
4. รับประทานอาหารที่สร้างเสริมสุขภาพครบทุกหมู่
5. ควรหลีกเลี่ยงบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
6. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการนอนดึกเกิน 4 ทุ่มโดยไม่จำเป็น
7. บำบัดอาการเมื่อยล้าที่อาจเกิดขึ้นจากการซ้อมตามอาการที่เกิดขึ้น
8. บันทึกสถิติการฝึกซ้อมและอัตราการเต้นของชีพจรเป็นประจำทุกวัน
9. เมื่อมีอาการบาดเจ็บ หรืออ่อนเพลียให้หยุดพักทันที


 ที่มา : สมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย โดย สถาวร จันทร์ผ่องศรี

"โยคะเก้าอี้" ขจัด โรคออฟฟิศซินโดรม



เมื่อต้องนั่งทำงานตลอดเวลา มีอาการปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ ร่างกายขาดการเคลื่อนไหว ท่าบริหารสไตล์โยคะเหล่านี้สามารถช่วยคุณได้

         เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัด กิจกรรมโยคะเก้าอี้ เพื่อป้องกันและบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรม เทคนิคดีๆ สำหรับทุกเพศ ทุกวัย ในการดูแลร่างกายให้มีสุขภาวะที่ดี

          ครูพัน-วีระพันธ์ ไกรวิทย์ ครูโยคะ กล่าวว่า โยคะเก้าอี้เป็นการประยุกต์ท่าโยคะ ก้ม แอ่น บิด เอียง มาใช้กับเก้าอี้ เป็นโยคะในสำนักงานที่เหมาะสำหรับคนที่ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือนั่งทำงานเป็นเวลานานแล้วเกิดอาการเมื่อย กดทับ เพื่อให้ท่าโยคะเหล่านี้ช่วยปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ให้บริหารยืดเหยียด จนคืนความสมดุลให้กับร่างกาย โดยใช้เวลาเพียงเล็กน้อย และเพื่อให้ผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ได้ดูแลร่างกายและจิตใจตนเอง เพื่อป้องกันและบรรเทาอาการเจ็บป่วยจากความเหนื่อยล้าและเครียด เมื่อต้องทำงานอยู่ในท่าเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน

          โดยท่าโยคะสำหรับผู้ทำงานในสำนักงาน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มท่าที่บริหารคอ ไหล่ สะบัก ทรวงอก แขน 2.กลุ่มท่า บริหารนิ้วมือ ข้อมือ แขน 3.กลุ่มท่าที่บริหาร หลัง ลำตัว กระดูกสันหลัง 4.กลุ่มท่าบริหาร สะโพก ขา เข่า และ 5.กลุ่มท่าที่บริหาร ดวงตา ซึ่งโยคะทั้ง 5 กลุ่มนี้ หากทำครบสามารถบริหารเหยียดยืดร่างกายได้ครบทุกส่วน โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หรือผู้ใช้อาจเลือกบางท่าไปทำในขณะที่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ก็ได้ โดยตลอดระยะเวลาทำงานให้หยุดพักทุกๆ 1-2 ชั่วโมง แล้วเลือกทำท่าบริหารเหล่านี้สัก 2-3 นาที ตามแต่ละท่าที่เลือกใช้
          กลุ่มท่าบริหารคอ ไหล่ สะบัก ทรวงอก แขน
          1.ยืดด้านข้างลำคอ นั่งลำตัวตรง หายใจเข้า แหงนศีรษะไปทางขวาจนลำคอด้านซ้ายตึง หายใจออก คลายกลับมาตรงกลาง จากนั้นสลับข้างไปทางซ้าย ทำจนครบ 5 รอบ
          2.หมุนไหล่ วางมือบนไหล่แต่ละข้างให้ศอกชิดกัน หายใจเข้ายกศอกขึ้นทางด้านหน้า หายใจออกลดศอกลงไปด้านหลัง หมุนครบ 5 รอบ แล้วหมุนทวนกลับ

          กลุ่มท่าที่บริหารนิ้วมือ ข้อมือ แขน
          1.หมุนข้อมือ ประสานนิ้วมือ แล้วหมุนมือให้เป็นก้อนวงกลมครบ 10 รอบ
          2.บิดมือแล้วผลักฝ่ามือออกไปข้าง หน้าจนสุดแขน แล้วยกขึ้นเหนือศีรษะค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          3.ดึงมือลงไปทางซ้ายจนแขนและ ไหล่ขวาตึงสุด ค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          4.ปล่อยมือแล้ว เหยียดแขนซ้ายออกไปด้านข้าง หันฝ่ามือไปข้างหลัง แล้วพับแขนเอาหลังมือมาแตะที่แผ่นหลัง ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปหามือขวา ถ้ามือถึงกันก็เกี่ยวกันไว้ ค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          5.คลายแขนซ้าย เหยียดออกไปทางขวา ที่ด้านหน้าของลำตัว แล้วเอาแขนขวามาล็อกที่ต้นแขนซ้าย เอาตัวช่วยดันไว้จนไหล่ซ้ายตึง แล้วหันหน้าไปทางซ้าย ค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          6.เอาแขนซ้ายมาพันแขนขวา ประกบฝ่ามือ ยืดไหล่และสะบัก ค้างไว้ 5 ลมหายใจ (สลับอีกข้างหนึ่งโดยเริ่มจากสลับร่องนิ้ว แล้วประสานมือหมุนทวนกลับ)

          กลุ่มท่าที่บริหารหลัง ลำตัว กระดูกสันหลัง
          1.นั่งก้มและแอ่นตัว หายใจออกพร้อมหดหน้าท้อง โก่งหลัง เหยียดแขน เก็บคางชิดคอ
          2.หายใจเข้าพร้อมกับดึงมือกลับมา งอศอกไปด้านหลังและอกยืดคาง ทำ 5 รอบ
          3.นั่งยกขาขึ้นมาข้างหนึ่ง โดยวางข้อเท้าไว้เหนือเข่าอีกข้างหนึ่ง จากนั้นประสานมือด้านหลัง แล้วหายใจออก ก้มตัวลงพร้อมยกแขนขึ้นด้านบน ค้าง 5 ลมหายใจ แล้วสลับข้าง
          4.จากท่านั่งหลังตรง ให้เอนหลังแล้ววางทั้งสองมือที่เก้าอี้ด้านหลังข้างๆ สะโพกพร้อมเหยียดขาข้างหนึ่งออกมา โดยที่เท้าทั้งสองข้างวางอย่างมั่นคงบนพื้น หายใจเข้าพร้อมกดมือบนเก้าอี้ ยกสะโพกขึ้น แอ่นอกค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          5.นั่งบิด เริ่มจากท่านั่งหลังตรงให้หายใจเข้า ยืดตัวขึ้น เมื่อเริ่มหายใจออกให้บิดตัวไปทางขวา มือขวาจับพนักพิง ส่วนมือซ้ายจับที่เข่าแล้วออกแรงบิด ค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          6.ทำซ้ำข้างเดิม แต่เพิ่มการยกขาขวาขึ้นมา แล้วเหยียดให้ตรงก่อนบิด ค้างไว้ 5 ลมหายใจ แล้วสลับข้าง
          7.ตะแคงข้าง นั่งแยกขากว้างเล็กน้อย วางแขนซ้ายเท้าไว้ที่ขาซ้าย จากนั้นหายใจเข้าวาดแขนขวาขึ้นไป ยืดจนสุด รู้สึกตึงที่สีข้าง พร้อมแหงนมองที่ฝ่ามือ ค้างไว้ 5 ลมหายใจ สลับข้าง
          8.บริหารหน้าท้องและต้นขา ค้างท่าละ 5 ลมหายใจ นั่งเอนหลังเล็กน้อย ยกเท้าลอยขึ้นเอามือไว้ที่ท้อง ท่าที่สอง ยกขาขวาขนานพื้น สลับข้าง และท่าสุดท้ายยกสองขา

          กลุ่มท่าบริหารสะโพก ขา เข่า
          1.ยืนเอามือจับพนักเก้าอี้ ถอยเท้าไปเพื่อก้มตัวลงจนลำตัวขนานกับพื้น แล้วกระดกปลายเท้าขึ้นมาจนน่องตึง ค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          2.ย่อเขย่งโดยยืดหลังให้ตรงไว้ ค้างไว้ 5 ลมหายใจ ทำซ้ำอีกรอบ
          3.ก้าวเท้าขวาออกมาข้างหน้า มือยังจับพนักพิงเป็นท่าเตรียม หายใจเข้า ย่อเข่าขวา ส่วนขาซ้ายตึง พร้อมกับยกแขนซ้ายขึ้น ตามองปลายมือ ค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          4.กลับสู่ท่าเตรียม แล้วย่อเข่าเหมือนท่าแรก หายใจออกพร้อมกับวาดแขนขวาบิดตัวไป
          ด้านหลัง แล้วค้างไว้ 5 ลมหายใจ
          5.กลับสู่ท่าเตรียม ขยับตัวออกไปทางซ้าย เปิดปลายเท้าซ้ายออก หายใจเข้าพร้อมวาดแขนซ้ายขึ้น ตามองที่ปลายมือ แขนขวาเท้าที่พนักพิง ค้างไว้ 5 ลมหายใจ จากนั้นสลับข้าง
          6.บริหารช่วงท้อง นั่งในท่าเตรียม กำหมัดหลวมๆ วางไว้ที่ท้องน้อย หายใจเข้ายืดตัว หายใจออกก้มตัวลง ค้างไว้ 5-10 ลมหายใจ  

          กลุ่มท่าที่บริหารดวงตา
          1.บริหารดวงตา ทำช้าๆ อย่าง ละ 2 รอบ กลอกตาขึ้น-ลง กลอกตาซ้าย-ขวา กลอกตาทแยง และกลอกตาเป็นวงกลม
          2.หายใจแบบ โยคี อนุโลม วิโลม นั่งหลังตรง ใช้มือขวาพับนิ้วชี้กับนิ้วกลางลง นำนิ้วโป้งมาปิดจมูกขวา หายใจเข้าจมูกซ้าย ทรวงอกขยาย นำนิ้วนางคู่กับนิ้วก้อยปิดจมูกซ้าย เปิดข้างขวา หายใจออก ทรวงอกยุบลง หายใจเข้าขวาโดยนิ้วอยู่เหมือนเดิม ทรวงอกขยาย ปิดขวาออกซ้าย ทั้งหมด 1 รอบ ทำ 5-10 รอบ
          3.ผ่อนคลายดวงตา ถูฝ่ามือเร็วๆ จนเกิดความร้อน หลับตาแล้วเอาฝ่ามือมาประคบดวงตา ปล่อยให้ความร้อนซึมผ่านหนังตา ความร้อนหมดทำซ้ำ
          4.ผ่อนคลายนั่งพิง พนัก วางมือไว้ที่หน้าตัก รู้สึกร่างกายไปกับลมหายใจ หายใจเข้า รับรู้ความรู้สึกจากปลายเท้า ปลายมือขึ้นมาจนถึงศีรษะ หายใจออก รับรู้ความรู้สึกกลับลงไป ทำ 10 รอบ

       

ความคิดผิดๆ ของการออกกำลังกาย

สมัยนี้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจการออกกำลังกายกันมากขึ้น เพื่อให้ได้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์และรูปร่างที่ดี ในขณะที่บางคนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายเพราะเหตุผลที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ชมรมนักเพาะกาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาเตือนว่าหลายคนมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับการออกกำลังกาย

 หนึ่งในความเข้าใจผิด คือ ความเชื่อที่ว่าการออกกำลังกายจะทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น เนื่องจากการออกกำลังกายมากก็จะเหนื่อยมาก จึงมีผลให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น คนอ้วนจึงไม่ค่อยกล้าออกกำลังกาย ทว่านักสรีรวิทยาชมรมนักเพาะกาย ช่วยไขความข้องใจเสียใหม่ว่า กลุ่มคนที่ต้องใช้แรงมาก ทำงานหนักหรือออกกำลังกายหนักมากติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง จะต้องรับประทานอาหารมากกว่าปกติแต่ไม่อ้วนเพราะไม่มีไขมันสะสมในร่างกาย ส่วนกลุ่มที่ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพโดยทั่วไปนั้น การใช้พลังงานอยู่ในระดับปานกลาง จึงไม่ส่งผลให้รับประทานอาหารมากเกินความต้องการจนเกิดไขมันสะสมในร่างกาย

  ในขณะที่หลายคนคิดว่า เมื่อเหนื่อยจากการทำงานแล้วไม่ต้องออกกำลังกายอีก โดยเชื่อว่าทำงานนั่งโต๊ะทั้งวันถ้าไปออกกำลังกายอีกจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมเร็วขึ้น เพราะแม้ร่างกายไม่เหนื่อยแต่สมองก็ล้าจากการงาน จึงไม่ไปออกกำลังกาย เรื่องนี้ถือเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะการออกกำลังกายสามารถช่วยลดความตึงเครียดได้

  เช่นเดียวกับความคิดที่ว่า การออกกำลังกายทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและปวดเมื่อย ความจริงแล้ว อาการอ่อนเพลียหรือปวดเมื่อยตามร่างกายหลังการออกกำลังกาย มักจะเกิดกับผู้ที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ ซึ่งเป็นช่วงระยะที่ร่างกายมีการปรับตัว แต่ถ้าผ่านไปสักระยะหนึ่งอาการดังกล่าวจะค่อยๆ หายไปและมีอาการสดชื่นกระฉับกระเฉงหลังการออกกำลังกาย แต่ก็ต้องจัดระยะเวลาและความหนักของการออกกำลังกายให้พอเหมาะกับความสามารถของร่างกาย

          อีกหนึ่งพฤติกรรมผิดๆ ของคนทั่วไป เมื่อร่างกายมีอาการเหน็ดเหนื่อยจากการออกกำลังกายมาค่อนข้างหนัก การหายใจทางจมูกอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่จึงใช้การหายใจทางปากช่วย ซึ่งอาจทำให้อากาศเข้าสู่ปอดโดยไม่ได้ผ่านการกรองเหมือนทางจมูก จึงทำให้รู้สึกคอแห้งและระคายเคืองที่คอ รวมถึงเสี่ยงติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่าย ดังนั้นหากต้องการหายใจทางปาก ควรทำในขณะหายใจไม่ออกเท่านั้น

  หากเข้าใจเรื่องการออกกำลังกายอย่างนี้แล้ว จะมัวช้าอยู่ทำไม ไปออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงกันดีกว่า

วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้หญิง



'แอโรบิก' การออกกำลังกายประเภทนี้จะทำให้ร่างกายสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น ทำให้หัวใจและปอดทำงานได้ปกติ นอกจากนี้แอโรบิกจะช่วยให้ร่างกายเกิดความยืดหยุ่น และช่วยบริหารกล้ามเนื้อแล้ว ยังเป็นการป้องกันปัญหาเรื่องของโรคหัวใจ ความดันโลหิดสูง และโรคไขมันในเลือดที่จะเกิดขึ้นมาตามวัยอีกด้วย

          "การแบกรับน้ำหนัก" เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยทองจะหมดประจำเดือน ส่งผลให้เนื้อกระดูกและแคลเซียมค่อยๆ สูญเสียออกจากกระดูกได้เรื่อยๆ ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนหรือกระดูกเปราะบาง

          ซึ่งการออกกำลังแบบที่ต้องแบกรับน้ำหนักจึงเป็นวิธีที่ช่วยลดการสูญเสียเนื้อกระดูก เช่น 'การยกน้ำหนัก หรือยกเวท' เป็นต้น แต่ควรเลือกที่ไม่หนักจนเกินไปเพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดได้ การออกกำลังกายประเภทนี้ยังรวมถึงการแบกรับน้ำหนักตัวเอง เช่น 'การเดิน' อีกด้วย

          ทั้งนี้ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงวัยทองสามารถปรับเปลี่ยนการออกกำลังกายเป็นแบบอื่นได้ เช่น 'ชี่งก หรือ ไทเก๊ก' ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อโดยตรง เพราะมีการเกร็งและแบกรับน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา และด้วยลักษณะการเคลื่อนไหวที่เนิบช้า จึงช่วยลดการกระแทกของกระดูก

          นี่คือวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะกับสรีระและการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้หญิง รู้แล้วอย่าละเลยการออกกำลังกายกันล่ะ

วิธีเลือกรองเท้าออกกำลังกาย

การเล่นกีฬาหรืการออกกำลังเป็นสิ่งที่หลายคนคลั่งไคล้ เพราะเป็นกิจกรรมที่เรียกเหงื่อได้ดีและยังสามารถบริหารร่างกายไปได้พร้อมกัน ดังนั้นการเลือกรองเท้าสำหรับการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง หากเลือกผิดอาจทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา 

         อันดับแรกเลือกรองเท้าที่เหมาะกับประเภทการออกกำลังกาย เช่น ถ้าต้องการออกกำลังกายในร่มหรือฟิตเนสทั่วไป ควรเลือกรองเท้าที่เบาสบายคล่องตัว ยึดเกาะกับทุกสภาพพื้นผิว หรือถ้าเป็นรองเท้าวิ่งกลางแจ้ง ก็ต้องเป็นรองเท้าที่สวมใส่นุ่มสบาย แข็งแรง มีพื้นและส้นรองเท้าที่รับแรงกระแทกได้ดี เพราะต้องรองรับการกดทับแบบซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน

         เพื่อป้องกันปัญหารองเท้าคับและไม่เข้ารูป ผู้ซื้อควรเลือกและทดสอบรองเท้าในช่วงเวลาเย็น เพราะเป็นเวลาที่เท้ามีขนาดใหญ่ที่สุด หลังจากได้เดิน วิ่งหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ มาตลอดทั้งวัน ซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนลงสู่เท้ามากขึ้น จึงเหมาะที่จะเลือกรองเท้ามากที่สุด

         อีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ซื้อควรคำนึงถึงคือเลือกรองเท้าให้เหมาะกับทรงเท้าตัวเอง ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการประทับฝ่าเท้าลงบนทราย

         เท้าแบน คือฝ่าเท้าคุณไม่มีส่วนเว้าโค้งเลย ควรเลือกซื้อรองเท้าประเภท “Motion Control” หรือ “Stability”

         เท้าปกติ คือฝ่าเท้ามีส่วนเว้าประมาณ 3 ใน 4 สามารถเลือกรองเท้าได้ทุกรูปแบบเพราะเป็นทรงเท้าที่ได้มาตรฐาน เคลื่อนที่และทรงตัวได้เป็นปกติ

         เท้าโค้ง คือฝ่าเท้ามีส่วนโค้งส่วนเว้ามากหรือรอยเท้าขาด จำเป็นต้องเลือกรองเท้าที่มีคำว่า “Flexible” หรือ “Cushioned”

         อย่างไรก็ตาม การเลือกรองเท้า ผู้ซื้อควรลองสวมกับเท้าด้วยตนเอง เพื่อให้ได้รองเท้าที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด ทั้งยังควรจำไว้ว่า อุปกรณ์และสิ่งแวดล้อมที่ดีในการออกกำลังกายจะนำไปสู่สุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตที่ดีของคุณ.

ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง

อาการปวดหลังเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องพบเจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทำงานที่ต้องยกของหนักหรือนั่งเป็นเวลานานๆ ซึ่งอาการปวดหลังหากไม่รักษาก็จะกลายเป็นโรคเรื้อรังได้
/data/content/23708/cms/bcghklmopw49.jpg
          รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล จึงได้แนะนำท่าบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง สะโพก และกล้ามเนื้อช่วงล่าง ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังไว้ในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ดังนี้
           เริ่มต้นที่การบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง ท่าที่ 1 ผู้บริหารจะต้องนอนหงาย ชันเข่าสองข้าง เอามือสอดใต้บริเวณเอว จากนั้นให้เกร็งหน้าท้อง แล้วยกก้นลอยจากพื้นเล็กน้อย จะรู้สึกว่าหลังมากดบริเวณมือที่อยู่ใต้บริเวณเอว จากนั้นทำท่าที่ 2 นอนหงาย ชันเข่าสองข้าง มือสองข้างวางข้างลำตัว แล้วพยายามเอื้อมมือขวาไปแตะที่หัวเข่าซ้าย โดยให้ไหล่ขวาพ้นพื้นเพียงเล็กน้อย แล้วค่อยๆ เคลื่อนมือกลับสู่ท่าเดิม ทำแบบเดียวกันนี้กับมือขวา เสร็จแล้วเริ่มทำท่าที่ 3 ให้นอนหงาย ชันเข่าสองข้าง มือทั้ง 2 ข้างประสานกันบริเวณท้ายทอย ก่อนจะยกข้อศอกขวาเฉียงขึ้นไปทางเข่าซ้าย แล้วค่อยๆ กลับสู่ท่าเดิม ทำด้านตรงข้ามในทำนองเดียวกัน
            ต่อไปเป็นท่าบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและสะโพก ท่าที่ 1 ให้นอนหงาย ชันเข่าสองข้าง มือสองข้างวางข้างลำตัว ยกก้นลอยพ้นพื้น แล้วเกร็งค้างไว้พร้อมกับนับ 1-10 แล้วค่อยๆ กลับสู่ท่าเดิม และทำซ้ำอีก 5 ครั้ง ส่วนท่าที่ 2 นอนคว่ำแล้วเหยียดแขนสองข้างแนบหู เริ่มบริหารโดยยกแขนและขาด้านตรงข้ามลอยพ้นพื้นเล็กน้อย เกร็งค้างเอาไว้พร้อมกับนับ 1-10 ก่อนจะกลับสู่ท่าเริ่มต้น แล้วทำสลับข้างในทำนองเดียวกัน สู่ท่าที่ 3 ให้คุกเข่า ทำท่าสี่ขาคล้ายท่าแมว จากนั้นยกขาซ้ายขึ้นจนขนานกับลำตัว เกร็งค้างไว้พร้อมนับ 1-10 แล้วจึงลดระดับลง สลับข้างโดยยกขาขวาขนานลำตัว ในทำนองเดียวกัน ทำซ้ำสลับไปมา
           อีกหนึ่งส่วนสำคัญที่นำไปสู่อาการปวดหลังก็คือกล้ามเนื้อหลัง สะโพก และขา เราจึงควรบริหารกล้ามเนื้อด้วยการนอนหงาย มือช้อนใต้เข่าดึงขามาชิดหน้าอกทีละข้าง ค้างไว้สักครู่ ก่อนกลับสู่ท่าเดิม แล้วทำซ้ำในด้านตรงข้าม ท่าที่ 2 เป็นการนอนหงาย มือสองข้างช้อนใต้เข่าแล้วดึงจนชิดหน้าอก แล้วโน้มศีรษะเข้าหาลำตัวก่อนจะค้างไว้สักพักแล้วคลายออก ท่าที่ 3 นอนหงาย ชันเข่าสองข้าง จากนั้นให้ไขว้ขาซ้ายทับขาขวา ใช้มือขวาดึงเข่าซ้ายให้ราบลงไปทางด้านขวาแล้วคลายมือให้ขากลับสู่ท่าตั้งต้น ให้ทำซ้ำประมาณ 5 ครั้งก่อนจะสลับทำกับขาขวา
            หวังว่าท่าบริหารง่ายๆ นี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังมีปัญหาปวดหลัง ให้คลายความทรมานลงได้

เทคนิค ‘วิ่ง’ เพื่อสุขภาพ

เกี่ยวกับสุขภาพต้องฟังจาก ศ.นพ.ยุทธนา อุดมพร หน่วยสร้างเสริมสุขภาพกีฬาและนันทนาการ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เขียนไว้ว่า การวิ่งเพื่อสุขภาพ หรือจ๊อกกิ้ง เป็นการวิ่งเหยาะๆ ด้วยความเร็วระหว่างการเดินเร็วกับการวิ่ง การวิ่งที่ได้ผลดีต้องเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง มีข้อแนะนำเพื่อนำไปปรับใช้ ดังนี้
          1. เทคนิคในการวิ่ง
          1.1 การลงเท้าที่ถูกวิธีเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อป้องกันการบาดเจ็บสำหรับนักวิ่งเพื่อสุขภาพ โดยส้นเท้าจะสัมผัสพื้นก่อนทั้งฝ่าเท้าจะตามลงมา และเมื่อปลายเท้าหมุนลงมาแตะพื้นก็เป็นจังหวะที่ส้นเท้าเปิดขึ้น ปลายเท้า ก็จะคล้ายตะกุยดิน ถีบตัวเหมือนสปริงดีดตัวขึ้นบนและเคลื่อนไปข้างหน้า
          จุดที่เท้าสัมผัสพื้นควรจะตรงกับหัวเข่างอเข่านิดๆ เท้าควรจะสัมผัสพื้นหลังจากที่ได้เหยียดออกไป ข้างหน้า ส่วนอีกเท้าเหวี่ยงไปข้างหลัง ควรจะลงแตะพื้นเบาๆ นักวิ่งส่วนใหญ่จะลงพื้นด้วยริมนอกของเท้า และหมุนเข้าด้านใน ซึ่งการหมุนเข้าด้านในช่วยเป็นเกราะกันกระแทก
          1.2 ท่าทางในการวิ่ง ควรวิ่งให้หลังตรงและเป็นธรรมชาติมากที่สุด ศีรษะตรง ตามองตรงไปข้างหน้า ให้ส่วนต่างๆ จากศีรษะลงมาหัวไหล่และสะโพกจนถึงพื้นเป็นเส้นตรง ลำตัวไม่โน้มไปด้าน หน้าหรือเอนไปด้านหลัง
/data/content/24541/cms/e_aefgpqt15689.jpg
          1.3 การเคลื่อนไหวของแขน จะช่วยเป็นจังหวะและการทรงตัวในการวิ่งขณะวิ่งแขนแกว่งไปมาเหมือนกับลูกตุ้มนาฬิกาไปตามแนวหน้าหลัง พยายามอย่าให้ข้อศอกงอเข้ามาแคบกว่า 90 องศา หัวแม่โป้งวางบนนิ้วชี้สบายๆ กำนิ้วหลวมๆ ข้อมือไม่เกร็ง บางครั้งอาจเหยียดแขนตรงลงมา หรือเขย่าแขนเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวบ้าง หลังจากยกแขนไว้นานๆ
          1.4 การหายใจ หายใจเข้าทางจมูกและปล่อยลมหายใจออกพร้อมกันทั้งทางจมูกและปาก ยึดกฎง่ายๆ คือ การหายใจควรเป็นไปตามสบายและพยายามหายใจด้วยท้อง การหายใจด้วยท้อง
          คือสูดหายใจเข้าไปในปอดจนท้องขยายและบังคับปล่อยลม ให้ออกมาด้วยการแขม่วท้อง การหายใจไม่ถูกวิธีอาจจะทำให้เกิดการจุกเสียดขณะวิ่งได้
          2. ความหนัก ความนาน และความบ่อยของการวิ่ง ความหนักหรือความเร็ว ควรใช้ความเร็วที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยจนต้องหายใจแรง แต่ไม่ถึงกับต้องหายใจทางปากหรือมีอาการหอบ เมื่อวิ่งไปแล้ว 4-5 นาทีควรมีเหงื่อออก ยกเว้นในอากาศเย็นจัดอาจยังไม่มี แต่สามารถวิ่งต่อไปได้เกิน 10 นาที อาจใช้ความเร็วคงที่ตลอดระยะทางหรือวิ่งเร็วสลับช้าบ้างก็ได้ แต่การวิ่งติดต่อกันโดยไม่หยุดถึง 10 นาที เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนักสำหรับผู้ที่ไม่ได้เล่นกีฬาหรือวิ่งเป็นประจำอยู่ก่อน ผู้ที่เริ่มวิ่งทุกคนจึงไม่ควรตั้งความหวังสำหรับการวิ่งครั้งแรกไว้ว่าจะวิ่งให้ได้ตลอดมากกว่า 10 นาที โดยไม่สลับด้วยการเดินวิ่ง        
/data/content/24541/cms/e_bcdhjprvz149.jpg
          ซึ่งจริงๆ แล้วการวิ่งสลับกับการเดินยาวๆ โดยไม่หยุดวิ่งใน วันแรกๆ เป็นสิ่งถูกต้อง เป็นการผ่อนคลายร่างกายที่ไม่ทำให้เกิดความเครียดมากจนเกินไป แต่ในวันต่อๆ ไป ควรเพิ่มระยะเวลาของการวิ่งให้มากขึ้น ลดระยะเวลาของการเดินให้น้อยลง จนในที่สุดสามารถวิ่งเหยาะได้ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 นาที โดยไม่ต้องสลับด้วยการเดิน ทำเช่นนี้อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ จึงถือได้ว่าเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพ
          3. การอบอุ่นร่างกายก่อนวิ่งและการผ่อนคลายร่างกายหลังวิ่ง ก่อนและหลังการวิ่งทุกครั้งควรอบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายร่างกาย ประมาณ 4-5 นาที โดยวิ่งเหยาะๆ ด้วยความเร็วที่น้อยกว่าที่ใช้ในการวิ่งจริง พร้อมกายบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

6 ท่าออกกำลังกายในผู้สูงอายุ

ลูกหลานทุกคนรู้ดีว่า การล้มเป็นปัญหาสำคัญของผู้สูงอายุ เพราะนำไปสู่ปัญหาต่างๆ มากมาย นอกจากการดูแลผู้สูงอายุที่คุณรัก และรักคุณอย่างใกล้ชิดแล้ว การออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการล้มในผู้สูงอายุได้ และนี่คือ 6 ท่าออกกำลังกายที่ ศ.พญ.อารีรัตน์ สุพุทธิธาดา ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะนำ
          1. Plantar Flexion หรือท่าเขย่งฝ่าเท้า
          สำหรับผู้สูงอายุ การออกกำลังที่ง่าย และเชฟเป็นเรื่องที่ดีที่สุดการออกกำลังกาย ท่านี้ไม่มีอะไรยุ่งหรือยาก เพียงแค่มองหาโต๊ะตู้ หรือเก้าอี้ที่มั่นคง จากนั้นให้ใช้มือข้างหนึ่งข้างใด หรือทั้งสองจับอุปกรณ์ดังกล่าว พร้อมกับ ยืนปรับหลังให้ตรง ค่อยๆเขย่งปลายเท้าช้าๆ สูงสุดเท่าที่จะสูงได้ โดยค้างทิ้งไว้ประมาณ 3วินาที จึงค่อยลดส้นเท้าลงทำสลับไปมา
          2. Knee Extension หรือท่าเหยียดเข่า
        เลือกเก้าอี้ที่มีพนักพิงสักตัว จากนั้นค่อยๆ เหยียดขา ข้างหนึ่งไปข้างหน้าให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้พร้อมกับตั้งปลายเท้าค้างไว้ประมาณ 5วินาที ก่อนจะผ่อน ปลายเท้า พร้อมกับลดขากลับสู่ท่าเดิมทำสลับไปมาทั้ง สองข้าง เพื่อยืดเส้น และข้อ
          3. Knee Flexion ท่างอเข่า
          หลังจบท่าเหยียดเข่าแล้วก็มาถึงท่างอเข่า เริ่มที่ยืน จับโต๊ะ หรือโซฟา ยืดหลังให้ตรงเหมือนท่า Planter หรือท่าเขย่งฝ่าเท้า จากนั้นค่อยๆงอเข่าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยให้ค้างไว้ 3วินาที ทำสลับไปมาทั้งสองข้าง
/data/content/23543/cms/gknqstwxy127.jpg
          4. Side Leg Raise ท่าเหยียดขาไปข้างหน้า
          ยืนตรงชิดเก้าอี้ จากนั้นให้แยกเท้าประมาณหนึ่งช่วงไหล่ ต่อด้วยค่อยๆ เหยียดขาข้างขวาไปข้างหน้าค้างไว้ประมาณ 3วินาที จึงค่อยๆ ลดขาลง กลับสู่ท่าเดิม ให้ทำสลับกันทั้งขาซ้าย ขวา
          5. Hip Extension ท่าเหยียดสะโพก
         ทันทีที่จบท่าที่ 4แล้ว ให้ขยับออกมายืนห่างจากโต๊ะ หรือเก้าอี้ ประมาณ 1 ฟุต แล้วจึงยกขาขวาไปข้างหลัง โดยที่ขาอยู่ในลักษณะตรง ค้างไว้ประมาณ 3วินาที จากนั้นค่อยๆ ทำสลับกับขาข้างซ้ายไปมา
         6. Hip Flexion ท่างอสะโพก
         เมื่อจบท่าเหยียดสะโพกแล้ว ก็มาถึงท่าสุดท้ายของเช็ตออกกำลังกายในผู้สูงอายุ เริ่มที่ยังอยู่ในท่ายืนตรงสองมือจับเก้าอี้ไว้เหมือนเดิม จากนั้นให้ค่อยๆ งอเข่าข้างใดข้างหนึ่งมาหาหน้าอก โดยที่เอวยังอยู่ในลักษณะตั้งตรง ค้างไว้สักประมาณ 3วินาที แล้วค่อยลดหัวเข่าลง ทำสลับไปทั้งสองข้าง
         ทั้งนี้แต่ละท่าให้ผู้สูงอายุ ทำ 8-15 เซ็ตต่อครั้ง โดยพักครั้งละ 1-3 นาที จากนั้นให้ทำซ้ำอีก 2-3 เช็ต ขึ้นอายุกับสภาพร่างกาย และจิตใจ และความเหมาะสมของสุขภาพด้วย  

6 วิธี สร้างการออกกำลังกายให้เป็นนิสัย

หลายๆ คนอาจมีความตั้่งมั่นในการออกกำลังกาย แต่บ่อยครั้งที่ล้มเลิกกลางคัน ทำให้ออกกำลังกายได้ไม่เป็นประจำ เป็นอย่างนี้แล้วมาดูวิธีการออกกำลังกายให้เป็นนิสัยกันดีกว่า
1. เลือกวิธีออกกำลังกายที่ชื่นชอบ
ความจำเป็นข้อแรกที่ต้องทำเพื่อการออกกำลังกายให้เป็นนิสัย นั่นคือการสร้างแรงบันดาลใจก่อนเลยครับ และแรงบันดาลใจเหล่านี้ก็จะมาจากการเลือกชนิดหรือประเภทของการออกกำลังกายเป็นอย่างแรก เช่นคนที่ชอบว่ายน้ำก็ไปว่ายน้ำ ชอบเตะฟุตบอลก็ไปเตะ ชอบเล่นบาสเก็ตบอลก็ไปเล่นเพราะการออกกำลังทุกชนิดก็สามารถสร้างสุขภาพได้เหมือนๆ กัน ไม่จำเป็นต้องไปเข้ายิม เล่นฟิตเนส ก็สามารถออกกำลังกายได้ บางคนไม่ได้ชอบการยกน้ำหนัก ไปฝืนยก ทำได้ไม่นานก็เบื่อครับ ดังนั้นตั้งเป้าด้วยการเลือกสิ่งที่เราชอบจะดีที่สุด
2. บอกทุกคนรอบข้างตัวคุณว่า คุณจะออกกำลังกายให้เป็นนิสัย
มุมมองของคนรอบข้างเป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ ทั้งคำชม คำติ มีผลหมด ถ้าคุณพูดไปแล้วออกกำลังกายจนติดเป็นนิสัยได้จริงๆ เพื่อนๆ หรือครอบครัวก็จะมองว่าคุณทำตามที่พูดได้ มองคุณในแง่ดี แต่ทางกลับกันถ้าคุณเหลาะแหละไม่ทำตามที่ตั้งใจไว้ คำครหาที่เกิดขึ้นจากคนรอบข้างก็อาจเปลี่ยนเป็นพลังให้คุณทำตามที่พูดไว้ได้ครับ และที่สำคญหากการออกกำลังกายของคุณทำให้คุณดูดีขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ บางทีคนรอบต้วคุณอาจจะหันมาออกกำลังกายตาม กลายเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ไปอีกคนก็ได้
3. เริ่ม ท.ท.ท. (ทำทันที)
ถ้าตั้งใจจะทำจริงๆ ก็ต้องทำทันทีครับอย่ามัวรีรอหรือผัดวันประกันพรุ่งอยู่ ทำในขณะที่ไฟแรง ความตั้งใจสูงนี่แหละดีที่สุด ตั้งใจ จริงจังเข้าไว้ เพราะต้องจำไว้ว่าเรื่องของการออกกำลังกายไม่มีใครสามารถมาบังคับคุณได้ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของตัวคุณเองล้วนๆ ครับ
4. พยายามออกกำลังกายทุกเช้าและก่อนกลับบ้าน
การออกกำลังกายตอนเช้าในโลกที่ยุ่งเหยิงดูจะเป็นอะไรที่ลำบากซักนิดสำหรับหนุ่มออฟิศมนุษย์เงินเดือน (อย่างผม) นะครับ แต่ถ้าสามารถเจียดเวลา นอนให้เร็วขึ้น ตื่นให้เช้าขึ้นเพื่อเอาเวลาที่ตื่นเร็วกว่าเดิมมาออกกำลังกายได้ซักนิดจะดีมาก เพราะการออกกำลังกายตอนเช้าจะช่วยให้คุณสดชื่น ตื่นตัวตลอดทั้งวัน แถมช่วงเวลาหลังตื่นนอนยังเป็นช่วงเวลาที่คุณมีพละกำลังเหลือเฟือที่สุดอีกด้วย
ส่วนการแวะออกกำลังกายก่อนกลับบ้านก็เป็นตัวเลือกสองรองลงมาจากช่วงเช้า ทางที่ดีควรทำคู่กันไปนะครับ เพราะถ้าคุณกลับถึงบ้านเมื่อไหร่ กะจิตกะใจที่อยากจะออกกำลังกายคงหาได้ยาก เพราะอยากจะทิ้งตัวลงนอน พักผ่อนท่าเดียว จริงไหมครับ น้อยคนที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้ามาออกกำลังกายเมื่อถึงบ้านแล้ว
5. จดสิ่งต่างๆ ที่ทำและสังเกตุถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำในทุกวันเกี่ยวกับการออกกำลังกาย จดไว้ให้หมดครับ ทั้งเวลาที่ออกกำลัง วันนี้ 15 นาที วันนี้ครึ่งชั่วโมง วันนี้มาออกกำลังกายตอนกี่โมง น้ำหนักตัวลดลงเท่าไหร่ ฯลฯ เพราะการจดบันทึกสิ่งต่างๆ จะช่วยให้คุณรู้ถึงความสามารถของตัวเอง และยังท้าทายตัวเองได้อีกต่อหนึ่งว่าจะสามารถทำได้ดีกว่าเดิมไหม ต่อจากการจดแล้วก็หันมาสังเกตุร่างกายกันอย่างต่อเนื่องครับว่า เสื้อผ้าหลวมกว่าเดิมไหม ยกน้ำหนักได้มากครั้งกว่ารึเปล่า อาการเหนื่อยน้อยลงรึเปล่า เพื่อนๆ พูดว่าคุณผอมลงไหม ฟิตเฟิร์มขึ้นไหม ทุกอย่างจะส่งผลให้คุณกระต้นความรู้สึกตัวเองให้อยากออกกำลังได้มากขึ้น
6. ตั้งเป้าหมายให้รางวัลกับตัวเอง
สุดท้ายลองตั้งเป้าดูครับว่าคุณจะให้รางวัลอะไรกับตัวเองถ้าผ่านเงื่อนไขบางสิ่งบางอย่างได้ ยกตัวอย่างถ้าคุณลดน้ำหนักได้ 3 กิโลจะเปลี่ยนชุดแต่งรถใหม่ ถ้าลดได้ 10 กิโลจะซื้อ notebook เครื่องใหม่ให้เป็นรางวัลชีวิตตัวเอง อย่างนี้เป็นต้น เพราะการตั้งเป้าหมายเป็นรางวัลให้ชีวิต จะสามารถสร้างแรงฮึดในการออกกำลังกายได้ดีขึ้นเยอะเลยครับ ไม่เชื่อก็ลองดู ยิ่งถ้ามีผู้คุมกฏในบ้านช่วยเหลือด้วย เช่นช่วยเก็บเงินที่จะนำไปซื้อรางวัลชีวิตชิ้นนั้นไว้ยิ่งดีใหญ่เลยครับ จะได้ไม่แพ้คำว่ากิเลศก่อนไง รับรองได้สุขภาพดีสมใจกันถ้วนหน้า

เลือกชุดออกกำลังกายอย่างไรดี

คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่รู้สึก ว่า เวลาจะไปออกกำลังกายหรือเข้าห้องฟิตเนส ตลอดจนไปเล่นโยคะนั้น ไม่รู้ว่าจะแต่งตัวแบบไหนดี??? นอกจากนั้นเมื่อไปเดินหาซื้อหรือลองดูว่ามีชุดออกกำลังกายอะไรที่เหมาะกับ ตัวเราบ้างนั้น เราก็ยังสองจิตสองใจว่าจะนุ่งห่มอย่างไรดี
กรณีดังกล่าวนี้ถือเป็นปัญหาของสาวส่วนใหญ่ค่ะ เพราะขึ้นชื่อว่าผู้หญิงทำอะไรก็ต้องสวยและดูดีไว้ก่อน จนบางครั้งลืมไปว่าการออกเอ็กเซอร์ไซส์ของตัวเองนั้น เป้าหมายคือสุขภาพ หรือไม่ก็เพื่อรักษาดูแลทรวดทรงองค์เอวให้เฟิร์ม และที่สำคัญคือลดความอ้วน
ตลาดชุดเพื่อการออกกำลังกายทุกวันนี้เห็น "จุดอ่อน" ของผู้หญิงในเรื่องนี้นี่เอง เราจึงเห็นชุดออกกำลังกายที่สวยเวอร์ อินเทรนด์ตามแฟชั่นมากมาย โดยเฉพาะสีสันสายรุ้งออกแนวนีออนก็มีให้เห็นเยอะแยะ ทั้งๆ ที่ชุดออกกำลังกายนั้นควรเน้นนุ่งห่มแล้วสะดวกต่อการออกกำลังเสียมากกว่า
มีข้อแนะนำง่ายๆ ค่ะว่า ชุดเพื่อการออกกำลังให้ได้พลังตามเป้าหมายที่ต้องการนั้น คุณผู้หญิงต้องละเลิกกับคำว่า "แฟชั่น" หรือจัดให้มันอยู่ท้ายสุด แต่อันดับแรกคือ คุณอยากใส่อะไรก็ใส่เถอะ ถ้าเห็นว่ามันจะง่ายต่อการยืดแข้งยืดขา หรือสะดวกต่อรูปแบบในการออกกำลังของคุณ
สิ่งต้องห้ามสำคัญคือ อย่าริใส่ชุดที่แน่นเปรี๊ยะ อวดทรวดทรง ถึงแม้เชปของคุณจะสวยเท่าไรก็ตาม เพราะชุดที่ดีนั้นต้องไม่ตึงและรัดแน่นจนขยับตัวลำบาก ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรจะหลวมโครกเสียจนมาขัดขวางการก้มหรือเงยเวลาออกกำลัง กายนะคะ
สำหรับเรื่องสีสันนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยงสีนีออนค่ะ เพราะคุณจะเป็นเป้าสายตาตลอดเวลาแน่นอน หากคุณเดินเข้าไปออกกำลังกายในสถานที่ใดก็ตามด้วยชุดที่เตะตา
เห็นข้อมูลดังกล่าวนี้แล้ว ก็อย่าให้ชุดสวยตามแฟชั่นมาหลอกเงินในกระเป๋าคุณอีกเลย และชุดสวยอย่างที่คุณเห็น เอาไว้ดูในละครทีวีหรือหนังโฆษณาก็พอแล้วค่ะ

ลดน้ำหนัก ด้วยหลัก 3 อ.

ลดน้ำหนัก ทำได้ง่ายๆ ไม่ยากด้วยหลัก 3 อ. ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์
อาหาร
1. กินให้ครบทั้ง 3 มื้อ ต้องไม่งดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง
2. เลือกกินอาหารพลังงานต่ำ หรือลดปริมาณอาหารทุกมื้อที่กิน
3. กินผัก ผลไม้รสไม่หวานในมื้ออาหารให้มากขึ้น
4. หลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม
5. เคี้ยวอาหารช้าๆ ใช้เวลาเคี้ยวประมาณ 30 ครั้งต่อ 1 คำ
ออกกำลังกาย
1. แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย
2. ออกกำลังกายแบบแอโรบิค อย่างต่อเนื่องนานกว่า 45 นาทีขึ้นไป 5 วันต่อสัปดาห์ จะเป็นเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ขี่จักรยาน หรือว่ายน้ำ ฯลฯ
3. เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟท์
4. เพิ่มการเดินให้ได้ 2,000 ก้าวต่อวัน
อารมณ์
อารมณ์มุ่งมั่นต่อเป้าหมายลดน้ำหนัก ต้องมีจิตใจที่มั่นคง หากไม่สามารถควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ จะทำให้ล้มเลิกความคิดในการลดน้ำหนักในที่สุด โดยหลักในการควบคุมอารมณ์และความรู้สึกขณะลดน้ำหนัก มีดังนี้ 
สกัด  สกัดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้หิว
สะกด สะกดใจไม่ให้บริโภคเกิน
สะกิด ให้คนรอบข้างช่วยเหลือ และเป็นกำลังใจขณะลดน้ำหนัก

รำมวยจีน-ฟ้อนเจิง ลดปวดข้อ

เมื่อพูดถึงการออกกำลังกาย คนส่วนใหญ่จะทราบดีว่ามีผลดีต่อสุขภาพรศ.ดร.ลินจง โปธิบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกว่า การออกกำลังกายที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย จะต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่อง มีการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างเป็นจังหวะและนานเพียงพอ ทำให้ร่างกายนำออกซิเจนไปใช้ประโยชน์อย่าง มีประสิทธิภาพสูงสุด
          สำหรับผู้สูงอายุ การออกกำลังกายที่เหมาะสม ควรทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นถึงอัตราการเต้นของหัวใจเป้าหมายซึ่งเท่ากับ 55 เปอร์เซ็นต์ ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดของแต่ละคนจะต่างกัน ประมาณได้จากเอาอายุลบออกจาก 220 หากอายุ 65 ปี อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดจะเท่ากับ 220-65 = 155 ครั้ง/นาที การออกกำลังกายที่มีความแรงเหมาะสมของคนคนนี้ จะประมาณ 85 ครั้ง/นาที (55 เปอร์เซ็นต์ ของ 155)
          จากการวิจัยของคณะพยาบาลศาสตร์ ม.เชียงใหม่ สาขาวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ ตั้งแต่ พ.ศ.2546 ถึงปัจจุบัน โดยเลือกการออกกำลังกาย การรำมวยไท้จี๋ชี่กง ฟ้อนเจิง และการก้าวตามตาราง ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การรำมวย ไท้จี๋ชี่กง 45-60 นาที/วัน 3 ครั้ง/สัปดาห์ ติดต่อกัน 8 สัปดาห์ และการออกกำลังกายแบบ ฟ้อนเจิง มช. ซึ่งประยุกต์ศิลปะการฟ้อนเจิงของชาวเหนือ 44 นาที/วัน 3 ครั้ง/สัปดาห์ติดต่อกัน 8-10 สัปดาห์ มีผลทำให้ผู้สูงอายุโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงมีความดันโลหิตลดลง ผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อมมีอาการปวดลดลง รวมทั้งทำให้ผู้สูงอายุโดยทั่วไปมีความจำดีขึ้น
          นอกจากนี้ การออกกำลังกายแบบฟ้อนเจิง มช. ยังช่วยให้สมรรถภาพปอดของผู้สูงอายุที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังดีขึ้น และช่วยลดระดับไขมันในเลือดใน ผู้สูงอายุที่มีไขมันในเลือดอีกด้วย ส่วนการออกกำลังกายแบบก้าวตามตาราง ของญี่ปุ่น พบว่าทำให้ผู้สูงอายุมีการทรงตัวที่ดีขึ้น
          การวิจัยผลของการออกกำลังกายแบบโนราประยุกต์และโนราแขกในผู้สูงอายุภาคใต้ พบว่าการออกกำลังกายทั้ง 2 ชนิด นาน 50 นาที/วัน 10 สัปดาห์ ทำให้ผู้สูงอายุโรคเบาหวานและโรค ความดันโลหิตสูงในภาคใต้ มีการควบคุมโรคได้ดีขึ้น

ยกน้ำหนักช่วย `ผู้หญิง` ลดเสี่ยง `เบาหวาน`

ผลการวิจัยจากทีมวิจัยของโรงเรียนการแพทย์ฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ในวารสาร "พีแอลโอเอส เมดิซีน" พบว่าการออกกำลังกายฝืนแรงต้านทาน จะช่วยให้ผู้หญิงลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคเบาหวานลงได้มากยิ่งขึ้น
ทีมวิจัยติดตามพฤติกรรมและวิธีการดูแลสุขภาพของนางพยาบาลในสหรัฐอเมริกา จำนวน 100,000 คน เป็นระยะเวลานาน 8 ปี พบว่าการออกกำลังกายที่ฝืนแรงต้านทาน เช่น การยกน้ำหนัก วิดพื้น หรืออื่นๆ เพิ่มไปกับการออกกำลังกายตามปกติจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคเบาหวานลงได้
โดยจากการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาทีได้ตามเกณฑ์ที่แนะนำแล้ว หากมีการออกกำลังกายแบบฝืนแรงต้านทานเพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มเข้าไปด้วยจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ถึง 1 ใน 3
อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยระบุว่างานวิจัยดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากเป็นการศึกษานางพยาบาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวคอเคเชียน และยึดข้อมูลจากรายงานปริมาณการออกกำลังกายของแต่ละคนแทนที่จะวัดปริมาณการ ออกกำลังกายโดยตรง อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยดังกล่าวเป็นไปในทางเดียวกันกับการศึกษาในผู้ชายก่อนหน้านี้ และอาจนำมาอธิบายได้ว่าการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงจะช่วยเป็นเกราะป้องกัน โรคเบาหวานได้
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ที่มีหน้าที่ในการผลิตอินซูลินไม่สามารถผลิตอินซูลิน ได้มากเพียงพอ หรืออินซูลินที่ผลิตได้นั้นไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจเกิดขึ้นได้จากการใช้ชีวิตที่สุ่มเสี่ยง และอาจเกิดขึ้นได้จากพันธุกรรม ขณะที่น้ำหนักตัวที่มากขึ้นก็จะส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 มากขึ้นด้วย และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศอังกฤษก็ได้แนะนำเอาไว้ว่าการลดน้ำหนักลงทุกๆ 1 กิโลกรัม จะสามารถลดความเสี่ยงโรคเบาหวานได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์

โยคะ ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน

คนสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพที่แข็งแรงอย่างมาก แต่บางคนกลับไม่มีเวลามากพอที่จะเดินทางไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส ปัจจุบัน โยคะ จึงเป็นวิธีเรียกเหงื่อและเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ไม่แพ้การเข้ายิม และกำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ อีกด้วย ท่าโยคะที่ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินมีหลายท้วงท่า ท่าแรกคือ
          -ท่าข้ามไขว้เข่าคำนับ นอนให้หลังของคุณแนบกับพื้น จากนั้นใช้ส้นเท้าวางบนลูกบอลในระดับที่สามารถทรงตัวได้ ส่วนแขนทั้งสองข้างให้วางข้างลำตัวแนวลงกับพื้นกดไหล่ใบมีดลงในพื้น แล้วยกสะโพกขึ้นจนลำตัวอยู่ในลักษณะเส้นตรงตั้งแต่ไหล่ถึงส้นเท้า กดส้นเท้าลงกับลูกบอลให้แน่นก่อนจะค่อย ๆ ลากส้นเท้าทั้งสองเข้าหากัน จนเข่างอตั้งฉาก สะโพกลอยเหนือพื้นแล้วค่อยยืดขากลับสู่ตำแหน่งเดิม ให้ทำเช่นนี้ 3 ชุด ชุดละ 15 ครั้ง
          -ท่าไขว้เข่าคำนับ ให้ยืนตัวตรงแล้วก้มลงใช้มือทั้ง 2 ข้างยันกับพื้นด้วยปลายนิ้วมือทั้ง 10 นิ้วโดยขาห้ามงอจากนั้นให้ยกขาขวาไปทางด้านหลังให้สูงที่สุด เพื่อให้ลำตัวเป็นเส้นตรงแล้วค่อย ๆ ลดระดับลงโดยให้เข่าทั้ง 2 ข้างงอเข้าหาลำตัวจนเข่าซ้ายชิดอก ส่วนเข่าขวาไขว่ไปทางด้านหลังของน่องซ้ายแล้ววางปลายเท้าลงกับพื้นก่อนยืดขาขึ้นเหนือศีรษะอีกครั้ง ให้ทำเช่นนี้ 3 ชุด ชุดละ 15 ครั้ง ซึ่งท่านี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกายได้ดีกว่าการออกกำลังท่าพื้นฐาน และยังกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความสมดุลมากขึ้น
 -ท่านั่งลง-ลุกขึ้น ยืนด้วยเท้าสะโพกหน้าม้านั่งโดยทิ้งระยะห่างประมาณ 1 ก้าว แล้วยกมือขึ้นมาประสานกันที่บริเวณหน้าของหน้าอก พร้อมกับค่อย ๆ ย่อตัวลง งอเข่า แล้วดันสะโพกไปด้านหลังจนแตะบนม้านั่งโดยเข่าจะต้องตรงข้อเท้า จากนั้นให้เอนตัวไปด้านหลัง กางแขนออกไปไว้ข้างลำตัว ยกและยืดขาลอยขึ้นเหนือพื้นจนลำตัวอยู่ในรูปตัววี (V) ก่อนจะลดระดับกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมแล้วยืนขึ้น ให้ทำ 3 ชุด ชุดละ15 ครั้ง ท่านี้จะช่วยให้ระดับอัตราการเต้นหัวใจของคุณดีขึ้น และเพิ่มความแข็งแรงขอขาของคุณ สะโพก และก้น
          -ท่าโยนบอลข้ามศีรษะ ยืนเท้าตัวตรงกางขาให้อยู่ระดับเดียวกับไหล่ มือทั้ง 2 ข้างกางออกข้างลำตัว วางบอลไว้ที่มือข้ซ้าย งอเข่าขวาและยกขึ้นให้ต้นขาขนานกับพื้น การรักษาข้อเข่าขึ้นมา โยนบอลจากมือซ้ายไปขวา แล้วโยนกลับไปที่ด้านซ้าย โยนสลับไปมา 15 ครั้งจะเท่ากับ 1 ชุด ให้ทำทั้งหมด 3 ชุด มัน ท่านี้จะช่วยปรับสมดุลของร้างกาย และเป็นการบริหารกล้ามเนื้อไหล่เป็นอย่างดี
          ทั้งหมดนี้คือ ท่าโยคะที่ช่วยให้ร่างกายสามารถเผ่าผลาญไขมันส่วนเกินได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นท่าง่าย ๆ ที่คุณสามารถทำเองที่บ้านได้

การออกกำลังกายสำหรับ "ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง"

แม้การออกกำลังกายจะเป็นวิธีที่ดีในการดูแลสุขภาพ แต่ในกรณีของ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง การออกกำลังกายควรอยู่ภายใต้การ ดูแลของแพทย์

ซึ่งถ้าบุคคลใดทราบว่าตนเองมีความดันโลหิตสูงแล้ว ก่อนจะเริ่มการออกกำลังกายจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อที่แพทย์จะได้ตรวจวัดระดับความดันโลหิตเป็นพื้นฐานและสามารถแนะนำชนิดและขนาดความแรงของการออกกำลังกายได้ ซึ่งถ้าหากความดันโลหิตอยู่ในระดับสูงเล็กน้อยอาจเริ่มออกกำลังกายได้เลย
สำหรับข้อแนะนำในการออกกำลังกายในภาวะที่มีความดันโลหิตสูง ควรเป็นการออกกำลังกายชนิดแอโรบิก เช่น การเดินหรือวิ่งเหยาะๆ หรือการเต้นแอโรบิค วันละประมาณ 30นาที ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายและสะดวก โดยในระยะต้นควรเริ่มจากการเดินช้าๆ และค่อยๆ ปรับจนเป็นการเดินเร็ว เมื่อสามารถทำได้ดีแล้วอาจเปลี่ยนเป็นการเดินเร็วสลับวิ่งช้าๆ และเมื่อทำได้ดีไม่มีอาการเหนื่อยก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นการวิ่งเหยาะๆ ทั้งหมด ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนที่ออกกำลังเป็นประจำจะมีชีพจรช้าลง ความดันโลหิตต่ำลงทั้งในขณะนั่งพักและขณะออกแรง ซึ่งทั้งความดันโลหิตและอัตราการเต้นของชีพจรจะเป็นตัววัดความต้องการออกซิเจนของหัวใจ เมื่อค่าทั้งสองต่ำลงก็เท่ากับว่าความต้องการออกซิเจนของหัวใจลดลง ผู้ป่วย
สามารถเพิ่มความแรงของการออกกำลังกายได้เพื่อให้ร่างกายมีประสิทธิภาพดีขึ้นซึ่งจะสังเกตได้จากอาการเหนื่อยจะน้อยลง และขณะออกกำลังกายชีพจรจะช้าลง ส่งผลให้ร่างกายผู้ป่วยทนต่อการออกกำลังต่างๆ ได้ดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างปกติ ทำให้โอกาสที่จะหกล้มเนื่องจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงเกิดได้น้อยลงโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างกระดูกเป็นการป้องกันโรคกระดูกผุบางได้ด้วย
          อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงบางราย หากออกกำลังกายแล้วพบอาการผิดปกติ เช่น ชีพจรเต้นเร็วหรือใจสั่น เจ็บหรือแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หน้าซีด ตัวเย็น ควรพักทันที และรีบพบแพทย์

ยกดัมเบล เล่นเวท ทำแขนล่ำเกินตัวจริงหรือไม่

“ยกดัมเบล เล่นเวท ทำให้กล้ามใหญ่” แนวคิดเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่ผู้หญิงหลายคนยังเข้าใจผิด ซึ่งจริงๆ แล้ว การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อนั้นไม่ได้ทำให้มีรูปร่างที่ใหญ่เกินตัว ยกเว้นแต่การฉีดฮอร์โมน หรือกินอาหารหนักเช่นเดียวกับนักเล่นกล้ามทั่วไป
        “ผู้หญิงกลัวออกกำลังกายแล้วมีกล้าม”  นั่นเป็นเพราะยังมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการออกกำลังกายอยู่ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) แนะนำว่าควรจะออกกำลังกายแบบต่อเนื่องด้วยความหนักปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และเล่นเวทเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยให้ระบบหัวใจและปอดแข็งแรง และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ
       สอดคล้องกับ “โค้ชเป้ง” หรือ “สาธิก ธนะทักษ์” นักวิทยาศาสตร์การกีฬาให้ความเห็นว่า การออกกำลังกายด้วยการยกดัมเบล และเล่นเวทในผู้หญิงนั้น ไม่ได้ทำให้มีรูปร่างใหญ่เหมือนนักเพาะกาย หรือนักยกน้ำหนักอย่างที่เข้าใจผิดกันแน่นอน แต่จะช่วยทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ช่วยเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ด้วย เพราะถือเป็นการออกกำลังกายที่มีแรงต้านนั่นเอง
/data/content/25030/cms/e_cfgloqw34789.jpg
“นอกจากนี้หญิงไทยส่วนใหญ่ยังเข้าใจคำว่า "เฟิร์ม" ผิดไป นั่นคือมองว่า การมีรูปร่างผอม แขนขาเล็กคือหุ่นเฟิร์ม  แต่จริงๆ แล้ว รูปร่างผอมบางเหล่านั้นอาจซ่อนไขมันและเซลลูไลท์ตามแขนและขาอยู่ก็ได้ ซึ่งในมุมมองทางสุขภาพ คำว่าเฟิร์ม แปลได้ว่า มีรูปร่างสมส่วน มีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน"โค้ชเป้งกล่าวเพิ่มเติม
      โค้ชเป้งยังมีคำแนะนำ สำหรับการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อทุกสัดส่วน ที่ผู้หญิงควรทำเป็นประจำ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยมี 4 ท่าพื้นฐาน ต่อไปนี้
       ท่าวิดพื้น (push up) ถ้าหากทำไม่ไหว ให้เริ่มจากการวิดกำแพง โต๊ะ หรือโซฟา  หลังจากนั้นพัฒนามาเป็นวิดพื้น โดยใช้หัวเข่าดัน ท่านี้จะช่วยเรื่องกล้ามเนื้อหน้าอก หัวไหล่ หลังแขนให้กระชับ
       ท่าลุกนั่ง (Squat) เป็นท่านั่งยองๆ แล้วลุกขึ้นมา จะช่วยกระชับกล้ามเนื้อต้นขา และสะโพก
       ท่าสะพาน (Bridge) โดยการนอนหงายราบกับพื้น ชันเข่าขึ้น และยกสะโพก ทำให้ตัวเราเป็นสามเหลี่ยม ท่านี้จะช่วยเรื่องกล้ามเนื้อต้นขาหลัง และขจัดเซลลูไลท์
       ท่าดึง (Row)  นับได้ว่าเป็นท่าที่จำเป็นมากสำหรับหนุ่มสาวทำงานออฟฟิตที่มีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ เป็นท่าที่ใช้ผ้าขนหนูคล้องกับเสา และดึงตัว จะช่วยเรื่องกล้ามเนื้อหลัง สะบักได้เป็นอย่างดี เมื่อผู้หญิงใส่เสื้อผ้ากล้ามเนื้อหลังจะดูกระชับสวยงาม
      “ท่าออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อพื้นฐาน 4 ท่านี้ ควรทำทั้งหมดอย่างละ 3 เซต โดยแต่ละเซตให้ทำเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าทำไม่ไหวนับเป็น 1 เซต แต่ละเซตจะพักประมาณ 15-20 วินาที  และในแต่ละครั้งที่ออกกำลังกายควรประเมินร่างกายตัวเองเป็นระยะ ไม่หักโหมจนร่างกายรับไม่ไหว ซึ่งนั่นอาจนำมาสู่การบาดเจ็บได้”  โค้ชเป้งอธิบาย
      ถึงการออกกำลังกายจะกำลังเป็นแค่กระแสในตอนนี้ แต่ก็ถือเป็นกระแสที่ดี อย่าคาดหวังว่าการออกกำลังกายเพียงไม่กี่วันจะสามารถทำให้มีรูปร่างที่ดีและสุขภาพแข็งแรงได้  เพราะหากเราไม่ทำให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเปลี่ยนพฤติกรรมการกินแล้ว สุดท้ายร่างกายเราก็กลับไปเป็นแบบเดิมอยู่ดี

ที่มา สสส.